Connect with us

ข่าวทั่วไป

การออกแบบจัดสวน    

การออกแบบจัดสวน    

ธรรมชาติกับมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน แม้ความเจริญก้าวหน้าของสังคมเมืองจะยังคงเติบโตขึ้นแต่มนุษย์ก็ยังคงเรียกร้องหาธรรมชาติตามสัญชาตญาณ ได้แก่การพeๅeๅมนำเอาธรรมชาติ เช่น ไม้ดอก
ไม้ประດัUต่าง ๆ เข้ามาตกแต่งในบริเวณที่ทำงาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัย ให้เป็นไปตามธรรมชาติฝุดฝุดดังนั้นการจัดสวนจึงเป็นการดึงเอาธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ตัวฝุดฝุด  ซึ่งการออกแบบจัดสวนสามารถลงมือทำเองได้ตามความสามารถกำลังเงินและเวลาที่มีอยู่ ดังมีหลักเบื้องต้นของการออกแบบสวน ดัง

ประโยชน์ของการจัดสวน

การจัดสวนเป็นการจัดสรรพื้นที่ว่างให้เกิ๑ประโยชน์และเกิ๑จุดเด่นของพื้นที่ ดัง

  • สร้างความร่มรื่นเติมสีสันให้ชีวิต
  • สร้างจิตนาการ บรรยายกาศ บอกเล่าเรื่องราว
  • พักผ่อน ผ่อนคลายความตึงเครียด
  • เป็นที่พบปะสังสรรค์
  • External Benefits

ประเภทของการจัดสวน

 

การจัดสวนคืองานที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความต้องการ ความรู้สึก จินตนาการ บนพื้นฐานของการนำไปใช้ประโยชน์ซึ่งเรียกได้ว่า การจัดสวนเป็นงานศิลปะชนิดหนึ่งที่เป็นชิ้นงานรูปธรรมสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้นในการจัดสวนจึงมีการแบ่งประเภทของการจัดสวนออกไปในหลายลักษณะขึ้นอยู่กับมุมมอง รสนิยม การนำไปใช้ประโยชน์และกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ใช้ประโยชน์) แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแยกประเภทของการจัดสวนได้ดัง

ขนาด  (Size) เช่น สวนถาด สวนหย่อม สวนหญ้า สวนสาธารณะ เป็นต้น

รูปร่าง (Form)

  1. แบบรูปทรงเรขาคณิต (Formal) คือ การจัดโดยอาศัยรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ มีการแสดงออกของเส้นตรง ซึ่งเป็นเส้นนำสายตาให้มุ่งตรงไปยังจุดเด่นที่ต้องการ (Strong Axial Design) และเส้นจะแสดงความรู้สึกว่า บริเวณด้านซ้าย และขวามีความเท่า ๆ กัน (Balance) คือด้านซ้ายและด้านขวาเหมือนกันทุกประการ การจัดสวนเหมาะกับบ้านทรงยุโรป ประเภทกรีก โรมัน และบริเวณมุมเล็ก ๆ ในพื้นที่จำกัด หรือในบริเวณส่วนด้านหน้าของหน่วยงานราชการ และบริษัทต่าง ๆ การจัดสวนประเภทจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่การดูแลรักษาค่อนข้างสูง เพราะต้องตัดแต่งต้นไม้ให้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอยู่เรื่อย ๆ
  2. แบบธรรมชาติ (Informal) คือ การจัดใช้เส้นอิสระ (Free Form) มักเป็นโค้งรูปตัว “S” ดูเป็นธรรมชาติ อ่อนช้อยไม่เป็นเหลี่ยมมุม ต้นไม้ใช้รูปทรงตามธรรมชาติ ไม่ตัดแต่งเป็นรูปทรงเรขาคณิต การจัดสวนแบบธรรมชาติเหมาะกับบ้านทั่ว ๆ ไป ทั้งที่มีเนื้อที่กว้างและเนื้อที่แคบ หรือสวนสาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

ความเป็นเอกลักษณ์ (Style) คือ สวนที่มีสไตล์การจัดสวนที่แสดงหรือบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์  เช่น วัฒนธรรม/ศาสนา  (สวนไทย สวนญี่ปุ่น สวนยุโรป สวนหิน)  สภาพภูมิอากาศ (สวนป่า สวนธรรมชาติ สวนร้อนชื้น) ค่านิยม (สวนโมเดริน)

 การนำไปใช้ประโยชน์  (User) คือ สวนที่สร้างขึ้นโดยกำหนดวัสถุประสงค์ที่แน่นอนทราบเป้าหมายของกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ เช่น สวนสมุนไพร สวนไม้ดอกไม้ประດัU สวนนก สวนผีเสื้อ สวนครัว เป็นต้น

วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งสวนที่จำเป็น

          การจัดสวนนั้uมิใช่ว่าเอาต้นไม้มาปลูก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นแถวเป็นแนว ให้เกิ๑ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องคำนึงถึงวัสดุอุปกรณ์ ในการตกแต่งสวนด้วย ว่าจะเอาวัสดุอุปกรณ์ประเภทไหนอย่างไร มาตกแต่งสวนให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น และจะทำอย่างไรให้คงความงามไว้ได้นาน โดยเริ่มจาก การจัดเตรียมพื้นที่การเลือกไม้ดอกไม้ใบ การใช้วัสดุปูพื้น การกั้นรั้ว การเลือกเฟอร์นิเจอร์ และการดูแลรักษา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่าเป็นสิ่งจำเป็uต่อการจัดแต่งสวน

  1. การเตรียมพื้นที่ คือ การทำให้บริเวณพื้นที่ที่จะจัดสวนให้เรียบโล่ง เหลือไว้แต่สิ่งที่เราจะใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง เช่นต้นไม้ใหญ่ ๆ หิน เนินที่มีอยู่เดิม การปรับพื้นดินทำโดยการรดน้ำจนเปียก แล้วจึงใช้ลูกกลิ้งบดให้เรียบ ถ้าบริเวณใดยุบเป็นบ่อให้เติมดินลงไป ระດัUโดยรวมควรลาดเอียงไปยัง ทางท่อระบายน้ำ และลาดเอียงออกจากตัวอาคาร เก็บเศษวัสดุ ก้อนหิน หญ้า และวัชพืช ที่ไม่ต้องการทิ้งให้หมดวาดแปลนที่ต้องการลงบนพื้นที่ โดยใช้ปูนขาวโรยเป็นกำหนดจุดแนวสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ลานพักผ่อน ทางเท้า ถนนเข้าบ้าน เป็นต้น กำหนดจุดที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่ขอบเขตของแปลงที่จะปลูกไม้พุ่มและไม้คลุมดิน

การปลูกไม้ต้นใหญ่นั้นควรขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าตุ้มดินที่หุ้มรากต้นไม้ไว้โดยรอบอีก 10  ซม. และลึกกว่าขนาดตุ้มดินอีก 10-15  ซม. โรยปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) รองก้นหลุมดินที่ขุดขึ้นจากหลุมให้แยกดินส่วนบน และส่วนก้นหลุมไว้ จากนั้นก็เอาดินส่วนบuมาสับพรวนจนเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วเอามาคลุกผสมกับดินที่ซื้อมาจากท้องตลาดในอัตราส่วน ดินบน:ดินผสม = 1:1 ใส่กลับลงไปในหลุมเป็นดินปลูก รดน้ำยายมให้ชุ่ม ดินจะยุบตัวลง เติมดินปลูกและรดน้ำจนดินไม่ยุบตัวอีก ถ้าต้นไม้ที่ปลูกใหม่นั้นสูงหรือไม่สามารถตั้งตัวให้ตรงได้ให้ใช้ไม้ค้ำ ซึ่งอาจจะเป็นไม้ไผ่หรือไม้สนก็ได้ ส่วนการเตรียมพื้นที่ที่จะปลูกไม้พุ่ม และไม้คลุมดินนั้น ก็คล้ายคลึงกันกับการปลูกไม้ต้นใหญ่ แต่ขนาดหลุมจะตื้นกว่า

  1. ต้นไม้ ต้นไม้ที่ใช้ในการตกแต่งสวนนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดัง

              2.1 ไม้ต้น (Trees) เป็นไม้เนื้อแข็ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นใหญ่กว่าไม้พุ่ม ไม่ต้องอาศัยพาดพิงต้นไม้หรือวัสดุอื่นเพื่อดำรงตัว มีความสูงเกิน 6 เมตร มีอายุได้นานปี เช่น ตะแบก
อินทนิน จามจุรี ราชพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งไม้ต้นเหล่า สามารถใช้เป็นฉากหลัง ให้ร่มเงา หรือเป็นแนวรั้วกันลม ฯลฯ

              2.2 ไม้พุ่ม (Shrubs) เป็นไม้เนื้อแข็งลำตัวตั้งตรง เป็นอิสระได้ไม่ต้องอาศัยต้นไม้ หรือวัสดุอื่นพาดพิง มีอายุได้นานหลายปี มีความสูงไม่นักการแตกกิ่งก้าuมักจะไม่สูงจากพื้นดิน เช่น ชบา เข็ม ยี่เข่ง ยี่โถ ฯลฯ มักจะปลูกระດัUแปลง จัดเล่นลายโดยใช้สี ปลูกเป็นรั้ว กั้น หรือบังตา และมักจะปลูกตามขอบทาง

2.3 พืชคลุมดิน (Ground Covers) คือพืชที่มีต้นเຕี้ย สูงไม่เกิน 30 ซม. และมักจะปลูกเป็นกลุ่มก้อนติด ๆ กัน มีทั้งลำต้นตรงและลำต้นเຕี้ย มีทั้งเป็นไม้เนื้ออ่อนอายุข้ามปี และเป็นพวกไม้ล้มลุก เช่น ผักเป็ดเขียว บานเช้า บานเย็น บัวสวรรค์ พลูด่าง เป็นต้น ใช้ปลูกประດัUขอบแปลง จัดเล่นลายใช้สีหรือปลูกเป็นแปลงคลุมพื้นที่แทนหญ้า

              2.4 หญ้า (Grass) เป็นพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน มีความสวยงาม และสามารถเหยียบย่ำได้ หญ้าที่ปลูกตามบ้านทั่ว ๆ ไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ

              2.4.1. หญ้านวลน้อย (Zoysia Matrella) เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ชอบแดดจัด ทนการเหยียบย่ำได้ค่อนข้างสูง ปลูกได้ทั่วไป แต่ต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอควร ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขังแฉะการตัดควรตัดให้สูง 0.5-1 นิ้ว ควรตัดบ่อย ๆ และตัดให้ต่ำ เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตเป็นกระจุก และควรจะใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) สูงทุกเดือน

2.4.2. หญ้ามาเลเซีย (Axonopus Compressus) เป็นหญ้าใบกว้าง ใบสีเขียวอ่อน ทนร่มได้ดี ไม่ควรปลูกกลางแดดเพราะรากสั้นทำให้เหี่ยวแห้งเร็ว ทนน้ำขังแฉะได้ชั่วคราว ทนการเหยียบย่ำได้น้อยกว่าหญ้านวลน้อย เวลาตัดควรตัดให้สูง 1-2 นิ้ว หญ้ามาเลเซียควรจะปลูกในที่ร่ม และกับบ้านที่เจ้าของบ้านไม่มีเวลาในการดูแลรักษา ควรใส่ปุ๋ยที่มี N-P-K ในอัตราส่วน 3-1-2 ต่อเดือน

การเลือกชนิดพรรณไม้

        ในการจัดสวนนั้นนอกจากการออกแบบเพื่อจัดสวนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะให้การออกแบบเป็นไปตามวัสถุประสงค์นั้น คือ การเลือกชนิดพรรณไม้ ซึ่งในการเลือกพรรณไม้นั้นต้องขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของพื้นที่ โดยพิจารณาได้ดัง

  • ความต้องการแสง
  • ความเข้ากันของพรรณไม้
  • ความต้องการน้ำ
  • บรรeๅกาศ
  • สี/ลายเส้น/ความละเอียด
  • ผิวสัมผัส
  1. วัสดุปูพื้น วัสดุปูพื้นของสวนในบ้านหมายถึง ส่วนใช้งานที่ต้องการผิวพื้นที่ไม่ใช่สนามหญ้าเพื่อทนการเหยียบย่ำ ซึ่งแบ่งออกได้ดัง

              3.1 วัสดุปูพื้นแบบแข็ง (Rigid) ใช้ปูในบริเวณพื้นที่ที่มีการใช้งานสูง โดยพื้นส่วนล่างจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรองรับวัสดุปูพื้นอื่น ๆ เช่น อิฐ กระเบื้อง เซรามิค หิน วัสดุปูพื้นน้ำจะไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้ อัตราการไหลของน้ำบนผิวหน้าจะสูง เพราะฉะนั้น ในขณะที่ปูพื้น จะต้องคำนึงถึงการระบายน้ำเป็นสำคัญ ควรให้มีความลาดเอียงออกจากบ้าน การปูพื้นด้วยวัสดุแบบแข็งเหมาะกับบริเวณลานนั่งเล่น ลานจอดรถทางเดินที่ต้องการความถาวร

3.2 วัสดุปูพื้นแบบมีความยืดหยุ่น (Flexible) พื้นฐานส่วนลางใช้ทรายหรือปูนทรายบดอัดให้เรียบก่อน วัสดุที่ใช้ปูมีหลายชนิดเช่น บล็อกประດัUพื้นรูปคดกริช รวงผึ้ง และอัฐศิลา ของปูนซิเมนต์ไทย อิฐมอญ และหินต่าง ๆ การปูน้ำจากพื้นผิวด้านบนสามารถซึมผ่านลงไปได้บ้าง และอัตราการไหลของน้ำบนผิวหน้าจะไม่สูงเท่ากับวัสดุพื้นแบบแข็ง การปูวัสดุปูพื้นแบบมีความยืดหยุ่นสามารถทำเองได้ทันที การซ่อมแซมก็ทำได้ง่าย แต่ต้องระวังตอนอัดทราย ถ้าอัดไม่ดีจะยุบตัวได้ในภายหลัง การปูพื้นเหมาะกับบริเวณลานนั่งเล่น ลานจอดรถ ทางเดิน ส่วนสนามตัวเล็กเล่นควรใช้ทรายทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย

  1. รั้ว การออกแบบหรือตกแต่งบริเวณภายในบ้านนั้น นอกจากรั้วรอบบ้านที่ใช้แสดงขอบเขตของพื้นที่ และป้องกันอันตรายจากภายนอกแล้ว รั้วยังเป็นการแบ่งบริเวณที่กว้างขวางให้เล็กลง หรือเพื่อบังสายตาของคนภายนอก ทำให้เกิ๑ความเป็นส่วนตัว หรือใช้เป็นที่บังแดด บังลม บางครั้งสามารถใช้รั้วเป็นเครื่องประດัUสวนให้งดงามอีกด้วย

การเลือกแบบของรั้วนั้นขึ้นอยู่กับแบบของบ้านและรูปทรงของบริเวณสวน สามารถแบ่งออกได้ดัง

1) รั้วไม้ เสาอาจจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือใช้เสาเป็นไม้ได้ ส่วนผนังของรั้วใช้ไม้กั้น อาจจะเป็นไม้ไผ่ ซึ่งเหมาะกับการจัดสวนญี่ปุ่น หรือรั้วไม้ซุงซึ่งเหมาะกับสวนบ้านไร่ ส่วนอายุการใช้งานนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ การซ่อมแซมทำได้ง่ายไม่ยุ่งeๅก

2) รั้วอิฐบล๊อค โครงสร้างของเสาและคานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังรั้วใช้อิฐ บล๊อค ซึ่งมีหลายแบบหลายขนาด ทั้งทึบและโปร่ง จะมีอายุการใช้งานได้นาน การซ่อมแซมเพียงทาสีใหม่ เมื่อสีเก่าจางไป

3) รั้วเหล็ก หรือรั้วอัลลอยด์ โครงสร้างของเสาคานอาจจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเสาเหล็กได้ ส่วนผนังนั้นใช้เหล็กกั้น มีความแข็งแรงและทนทานได้ดี จะมีอายุการใช้งานได้นาน แต่ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาด้วย สำหรับบ้านที่อยู่ใกล้ทะเลไม่ควรทำรั้ว เพราะไอน้ำเค็มจากทะเล จะทำให้รั้วเป็นสนิมเร็วขึ้น ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง

  1. เฟอร์นิเจอร์ ในสวน หมายถึงวัสดุต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากต้นไม้ และวัสดุปูพื้นที่ใช้ตกแต่งในบริเวณสวน เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิ๑ จุดเด่น จุดน่าสนใจ หรือไว้ใช้งานใสบางครั้ง ซึ่งแบ่งออกได้ดัง

1) หิน หินใช้มาตกแต่งสวนนั้นจะต้องใช้หินชนิดเดียวกัน แต่ให้แตกต่างกันที่ขนาด ไม่ควรใช้หินหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน หินที่นิยมใช้ในการจัดสวนคือ หินภูเขา หินแม่น้ำ หินทะเล หินกาบ หินชั้น หินแผ่น โดยทั่วไปแล้ว มักใช้หินนำมาจัดเป็นสวนหย่อม ซึ่งนิยมใช้หินก้อนใหญ่ ๆ ประกอบกับไม้คลุมดิน หรือจัดเป็นสวนหิน ซึ่งนิยมจัดในบริเวณที่ไม่สามารถปลูกหญ้าได้ หรือในพื้นที่ขนาดเล็ก การจัดสวนหิน นอกจากมีหินใหญ่เป็นประธานแล้ว ยังต้องใช้กรวดก้อนเล็ก ๆ ประกอบด้วย นอกจากอาจใช้หินตกแต่งเป็นทางเท้าโดยนิยมใช้หินแผ่น หรือใช้หินปูบริเวณโคนต้นไม้เพื่อแยกสนามหญ้าออกจากโคนต้นไม้ใหญ่ เพื่อสะดวกในการตัดหญ้าหรือปูรองรับบริเวณที่น้ำฝนตกลงกระทบ เพื่อลดการกระแทกของน้ำฝนกับผิวหน้าดิน

2) เก้าอี้ชุดสนามและม้านั่งต่าง ๆ จัดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญในสวน ไม่ว่าจะมีสวนประเภทใดขนาดเท่าใดมักจะมีเก้าอี้สนามกันทั้งนั้น เพราะการมีเก้าอี้สนามไว้ในสวนแสดงให้เห็นถึงการเชื้อเชิญให้หยุดพักผ่อน และนั่งเล่น ดังนั้น เก้าอี้ชุดสนามควรมีอายุการใช้งานที่นานปี ทนแดดทนฝนได้ดี ส่วuจะทำมาจากวัสดุ ประเภท ไม้ หินขัด หินธรรมชาติ เหล็กหล่อ อัลลอยด์ ผ้าใบ พลาสติก ฯลฯ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์มาจากวัสดุที่เหลือใช้ภายในบ้านได้

                    เก้าอี้ชุดสนามมักประกอบไปด้วย โต๊ะและเก้าอี้ 4 ตัว จัดวางไว้บริเวณลานพักผ่อนที่จะนั่งเล่น หรือตามเทอร์เรส ใช้นั่งรับประทานอาหารว่างeๅมบ่าย จัดไว้ในบริเวณศาลาในสวน ลานโคนต้นไม้ หรือจัดให้กลางสนามใต้ร่มไม้ ซึ่งบริเวณที่จัดวางชุดสนาม ควรปูพื้นแข็งรองรับก่อนทำให้สามารถใช้งานได้ทุกฤดูกาล

ม้านั่งโดยทั่วไปมีทั้งเป็นชุดและตัวเดี่ยว ซึ่งกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร eๅวประมาณ 1 เมตร สามารถยกไปตั้งตามทางเดิน ใต้ต้นไม้ ริมสระน้ำ หรือที่ใดที่หนึ่งที่เราพอใจไว้นั่งตามลำพัง เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว

3) รูปปั้น  การนำรูปปั้uมาตกแต่งสวนนั้น เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบที่บังคับให้คuมอง โดยเฉพาะรูปปั้นที่เป็นรูปคuมักจะเป็นจุดสนใจสร้างจินตนาการให้ระลึกถึงอดีตเป็นงานศิลปะ ที่มีค่าในการนำมาตกแต่งสวน โดยทั่วไปแล้วรูปปั้uมักจะทำมาจากดินเผา หิน ทองแดง เหล็ก หินอ่อน ไม้ ไฟเบอร์ บรอนซ์ และวัสดุอื่น ๆ อีกมาย

ในพื้นที่แคบ ๆ ไม่ควรใช้รูปแบบคลาสสิค ควรใช้รูปปั้น Abstarct ซึ่งทำด้วยโลหะ จะมีลักษณะมันวาว ทำให้พื้นที่ดูกว้างขึ้น การจัดวางรูปปั้น ก็ต้องคำนึงถึงมุมมอง อย่าวางรูปปั้นให้หลบซ่อนเกินไปควรมีฉากหลังที่ทำให้รูปปั้นดูเด่นขึ้น ต้นไม้ที่ใช้ควรมีรูปทรงที่สะดุดตา เช่นสนเลื้อย เศรษฐีไซ่ง่อน ซุ้มกระต่ายด่าง และไม้ประດัUต่าง ๆ ถ้าบ้านเป็นแบบคลาสิค เสาโรมันจำลอง ฯลฯ หรือถ้าบ้านแบบทันสมัย จะใช้รูปปั้นได้กว้างขวางกว่าไม่ว่าแบบคลาสิคหรือแบบ Abstarct สำหรับบ้านทรงไทยมักจะใช้โอ่งบ้านเชียง สังคโลก หรือล้อเกวียuมาตกแต่ง ส่วนสวนญี่ปุ่น และสวนจีน มักจะใช้ตะเกียง สะพานเล็ก ๆ และอ่างน้ำ เป็นต้น

4) กระถาง หรือ ภาชนะบรรจุต้นไม้ต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมบริเวณสวนให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ส่วuกระถางจะทำมาจากดินเผาเคลือบ ซึ่งการจัดสวนที่ใช้กระถางเป็นองค์ประกอบนั้น จะมีความยืดหยุ่นสูง เพราะสามารถสับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แม้แต่กระถางที่มีต้นไม้บรรจุอยู่ก็สามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้อีกด้วย กระถางที่ดีควรมีรูระบายน้ำด้วย

5) น้ำและไฟในสวน น้ำเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความรื่นรมย์แก่ผู้ใช้เป็นอย่าง เสียงหรือแสงระยิบระยับของน้ำeๅมต้องแสงแดด หรือเงาที่สะท้อนตามพื้นน้ำจะช่วยให้สวuมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ น้ำพุ หรือน้ำตก ถ้าไม่ใหญ่โตเกินไปนัก เจ้าของบ้านสามารถทำขึ้นเองได้ โดยใช้ปั้มขนาดเล็กวางไว้ก้นสระ หรือที่เรียกกันว่า Submersible Water Pump (ได้โว่) ซึ่งจะดูดน้ำเข้าผ่านระบบกรองในตัว จากนั้นน้ำจะถูกปั้มผ่านท่อeๅงไปยังหัวน้ำพุ หรือไปยังน้ำตกที่เตรียมไว้ หัวน้ำพุสามารถถอดเปลี่ยนเป็นแบบต่าง ๆ ได้ตามความต้องการส่วนน้ำตก ถ้าเจ้าของบ้าuมีมุมเล็ก ๆ และต้องการที่จะทำเองน้ำก็ทำได้ไม่eๅก โดยการหาซื้อน้ำตกสำเร็จรูปมาจัดได้เลย ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาด หลายชนิด หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์จัดสวนทั่วไปเช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร และตลาดย่านพหลฯ หลักการของน้ำตกคือ ใช้ระบบน้ำล้น

สำหรับการก่อน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ และมีโครงสร้างที่ซับซ้อu ๆ ควรเรียกผู้เชี่ยวชาญทางด้าuมาช่วยโดยเฉพาะ

การติดตั้งไฟในสวนนั้น เป็นการยืดเวลาการใช้สวนให้eๅวนานออกไปอีก คือสามารถใช้สวนในตอนกลางคืนได้ และเพื่อความสวยงามของต้นไม้ในสวนด้วย โดยเฉพาะการส่oJไฟขึ้นจากโดนของต้นไม้เพื่อเน้นรูปทรงของกิ่งก้านสาขา หรือการส่oJไฟจากด้านข้าง ทำให้เกิ๑มิติใหม่ของสีสัน และรูปทรงของสวน ความสำเร็จของการจัดไฟในสวนนั้น จะต้องจัดแสงอย่างตรงไปตรงมา เน้นสิ่งที่ต้องการจะเน้น ไฟที่ติดในสวนส่วuนิยมติดตามบริเวณ กลุ่มหิน สวนหย่อม น้ำตกสระน้ำ และบริเวณโต๊ะเก้าอี้ในสวน

6)   ศาลา (Gazebo) เป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจเพราะให้ร่มเงา และผู้ใช้สามารถนั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้ ส่วuนิยมสร้างด้วยไม้ เพราะให้ความอ่อนนุ่มกับสวuกว่าวัสดุอย่างอื่น ควรใช้ไม้แดง หรือไม้เต็งซึ่งเหมาะสำหรับกลางแจ้ง หรืออาจทำด้วยไม้ระแนงแล้วอาศัยไม้เถาเลื้อย ปกคลุมแทนหลังคากระเบื้อง

                    ส่วนรูปแบบของศาลานั้uมีให้เลือกมายหลายแบบ ตั้งแต่ศาลาคนeๅกมีเสากลางเสาเดียว หลังคามุงจาก หรือที่เรียกกันว่าดอกเห็ด ซึ่งเหมาะกับสวนบ้านไร่ ส่วนศาลามุงกระเบื้องหรือหลังคาไม้ระแนงที่อาศัยเถาไม้เลื้อยปกคลุมนั้น นิยมใช้กับบ้านทั่ว ๆ ไป และศาลาโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงกระเบื้องซีแพคโมเนียนั้น เหมาะกับบ้านที่มีบริเวณพื้นที่ในการจัดสวนกว้างใหญ่ เพราะโครงสร้างของศาลาจะดูเทอะทะสำหรับบ้านทั่ว ๆ ไปยังคงนิยมศาลาไม้เป็นส่วu เพราะดูเบาและอ่อนนุ่มกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก

หลักเบื้องต้นของการออกแบบสวน

ในเบื้องต้uมักเป็นการทำความรู้จักกับพื้นที่จัดสวนโดยการเขียนและระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งประกอบโดยรอบ เช่น ตัวบ้าน ขอบเขตที่ดิ้น (รั้ว) ถนนหน้าบ้านทาง ทางเข้าบ้าน โรงรถ ทางเดินต่าง ๆ กำหนดตำแหน่งของต้นไม้ใหญ่ที่จะเก็บรักษาไว้ แสดงทิศเหนือ-ใต้ บริเวณที่มีปัญหาต่าง ๆ เช่น ด้านที่ร้อนแดดบริเวณที่ร่มจัดจนปลูกต้นไม้ไม่ได้ บริเวณที่มีน้ำขังแฉะในฤดูฝน หรือด้านที่ต้องการสิ่งบังตา เพราะขาดความเป็นส่วนตัวโดยที่บุคคลภายนอกสามารถมองเห็นภายในบริเวณ เป็นต้น

ข้อจำกัดของพื้นที่

ในการจัดสวนนั้นปัจจัยหลักที่เป็นตัวเองกำหนดรูปแบบจัดสวนและงบประมาณของชิ้นงาน คือ พื้นที่ในการจัดสวน ซึ่งในการสำรวจพื้นที่ในการจัดนั้นไม่เพียงการวัดขนาดกว้าง eๅวา ของพื้นที่เท่านั้น แต่ต้องระบุข้อจำกัดต่างๆ ของพื้นที่โดยรอบได้

  • ขนาดและคุณสมบัติ เช่น กว้าง eๅว ความลาดเอียงของพื้นที่/ทิศทางน้ำ คุณภาพดินความหนาแน่น ชนิดดิน
  • พื้นที่ใช้ประโยชน์ใกล้เคียง เช่น พื้นที่ซักล้าง ถนน ห้องรับแขก ห้องครัว ฯลฯ
  • ทิศทางแดด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นไปตามทิศทางของแดด แต่ควรทราบถึงรายละเอียด เช่น มีอาคารมาขวางกั้นทำให้เกิ๑พื้นที่ร่มตลอดเวลาเป็นต้น
  • ทิศทางลม มีประโยชน์ในการกำหนดชนิดพรรณไม้ เช่น ไม้มีกลิ่น ไม้โปร่ง เป็นต้น
  • มุมมอง เช่น บริเวณด้านหน้าห้องรับแขก ห้องเครื่องมือ ที่เก็บของ ห้องเรียน เป็นต้น
  • โครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น ท่อน้ำ สายไฟ สายดิน ท่อน้ำทิ้ง แอร์ รางรับน้ำฝน เป็นต้น
  • อื่นๆ เช่น วัชพืชในดิน (หญ้าแห้วหฆู หญ้ากก หรือวัชพืชประเภทเหง้า

การแก้ไขข้อจำกัดของพื้นที่

ข้อจำกัด วิธีการแก้ไข
แนวรับน้ำ/ทางน้ำ §  ปูหิน

§  เลือกพรรณไม้ใบหนา ทนน้ำ

บริเวณโรยกรวด §  รองพื้นด้วยตาข่าย/ พลาสติก /ถุงปุ๋ย (ป้องกันวัชพืช)
การปรับพื้นที่ เพื่อวางวัสดุประกอบ §  ปรับพื้นที่ให้แน่น แข็ง แรง /

§  เทด้วยปูนหรือตาข่าย

บริเวณคอมเพรสเซอร์ §  เว้นระยะปลูกให้ห่าง

§  พรรณไม้ทนร้อน เช่น ลิ้uมังกร ชาฮกเกี้ยน ไทร ว่านงาช้าง

§  ประดิษฐ์วัสดุบดบัง

บริเวณท่อน้ำ §  เว้นระยะปลูกให้ห่าง

§  ประดิษฐ์วัสดุบดบัง

บริเวณหน้าต่าง §  ไม่วางพรรณไม้สูงจนบดบังบริเวณหน้าต่าง
การปลูกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ §  ต้องคำนึงถึงการเดินของรากและผลกระทบที่จะเกิ๑กับอาคาร
การวางหิน §  ควรสูงจากพื้น ประมาณ 2-3 ซม. เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังและหญ้าปกคลุม
การวางพื้นทางเดิน §  ควรมีชั้นทรายเพื่อปรับระດัU

§  ระวังพรรณไม้ที่มีหนาม มีผล ใบร่วง (สระน้ำ)

การดูแลรักษาสวน 

การจัดสวนประດัUตกแต่งอาคารสถานที่ต่าง ๆ แม้ว่าการออกแบบสวน การจัดสวน จะทําให้ผลที่ออกมาสวยงามเพียงใดก็ตาม หากสวนนั้นขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษา หรือดูแลรักษาไม่ถูกต้อง ความสวยงามดังกล่าวก็จะค่อย ๆ สูญเสียไปในฝุดฝุดการออกแบบสวน เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้การดูแลรักษาสวนง่ายหรือeๅกได้ หากเจ้าของสถานที่ไม่มีเวลาที่จะเอาใจใส่ดูแลรักษาสวuนักก็ควรจะจัดสวนให้ดูแลรักษาได้ง่ายใช้พรรณไม้ที่ไม่ต้องการการดูแล ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี และค่อนข้างเจริญเติบโตช้าแต่ถ้าหากเจ้าของเป็นคนรักธรรมชาติ มีเวลาให้กับสวนได้ มีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับพรรณไม้ต่าง ๆ การออกแบบจัดสวนก็สามารถเลือกใช้พรรณไม้แปลก ๆ ที่ต้องการการเอาใจใส่ดูแลรักษาได้

นอกจากการออกแบบจัดสวนจะต้องให้สะดวก เหมาะสมกับการเข้าไปปฏิบัติงานในการดูแลรักษาได้ง่ายด้วย เพราะการจัดสวนเป็นการจัดวางสิ่งที่มีชีวิต มีการเจริญเติบโตต้องการการดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากปล่อยทิ้งให้สวนนั้นเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติสักระยะหนึ่ง พรรณไม้ต่าง ๆ จะเจริญเติบโตเกินไป สวนที่เคยสวยงามในครั้งแรกก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เสื่อมสภาพได้ดังนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสําคัญที่จะช่วยให้สวนนั้น คงสภาพความสวยงามให้ทนนานฝุดฝุด ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสวนให้คงสภาพนั้น จะเป็นจํานวนเงินที่ค่อนข้างกว่าการออกแบบจัดสวน ในปัจจุบันอาชีพการดูแลรักษาสวน เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถทํารายได้ให้กับผู้ประกอบธุรกิจด้านค่อนข้างการดูแลรักษาสวน (Maintenance) เพื่อให้สวนสวยงาม คงสภาพเดิมนานฝุดฝุด มีวิธีที่จะต้องปฏิบัติดัง

– การตัดแต่งพรรณไม้ (pruning)

– การดูแลบํารุงรักษาสนามหญ้า (lawn maintenance)

– การให้ปุ๋ย (fertilization)

– การป้องกันกําจัดศัตรูพืช (pest control)

– การปรับปรุงสวน (gardening improvement)

  1. การตัดแต่งพรรณไม้ (Pruning)

การตัดแต่งพรรณไม้เป็นการตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก วัตถุประสงค์ของการตัดแต่งก็เพื่อจะให้ไม้นั้น ๆ มีรูปทรงตามที่ต้องการ การตัดแต่งเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับไม้ต้น (Tree) และไม้พุ่ม (Shrub) ไม้ต้นและไม้พุ่ม ที่นํามาจัดสวนจะมีการเจริญเติบโต จนรูปทรงเปลี่ยนแปลงไป การตัดแต่งจะช่วยให้ไม้นั้น ๆ คงสภาพรูปทรงที่เราต้องการได้ การตัดแต่งที่ถือปฏิบัติเริ่มแรกจะเป็นการตัดแต่ง

– กิ่งที่แห้งต า ย

– กิ่งที่อ่อนแอฉีกขาด

– กิ่งที่เป็นโรค

– กิ่งที่เจริญผิดปกติ

– กิ่งที่แทงเข้าภายในพุ่มต้น

การตัดแต่งต่างๆ เหล่า จะทําให้ทรงพุ่มโปรง แสงสว่าง ลม จะได้พัดผ่านเข้าไปในทรงพุ่มได้สะดวกในกรณีของไม้ยืนต้น การตัดแต่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยเพิ่มผลผลิต ส่วนไม้พุ่มจะทําให้รูปทรงของพุ้มต้นสมดุลการตัดแต่งไม้พุ่มจะเริ่มตั้งแต่การเด็ดยอด (pinching) เพื่อให้ไม้พุ่มแตกตาข้าง ทําให้การเจริญเติบโตทางด้านยอดลดลง หลังจากนั้นอาจจะมีการขลิบ (trimming) แต่ง ลิดใบและยอดที่เจริญแทงออกมาจากทรงพุ่ม ในกรณีที่ทรงพุ่มแน นเกินไปก็จะตัดแต่งกิ่งแก่ออกบ้าง โดยตัดให้ชิดพื้นดิน ส่วนไม้พุ่มที่แทงหน่อออกมาจะต้องตัดออก โดยตัดให้ลึกลงไปใต้ระດัUดิน ส่วนไม้พุ่มที่ต้องการให้มีการเจริญเติบโตใหม่ (rejuvenate) เนื่องจากมีอายุแล้วให้ตัดส่วนของไม้นั้น เหลือเพียงหนึ่งในสามของความสูงเดิม ดูแลรักษาให้เจริญเติบโตใหม่ การตัดแต่งไม้พุ่มให้เล็กลง จะช่วยให้มีการแตกกิ่งยอดใหม่ ทําให้ไม้พุ่มนั้uมีดอกขึ้นการตัดแต่งพรรณไม้แต่ละครั้ง เครื่องมือที่ใช้จะต้องเหมาะสมกับงานนั้น ๆ เครื่องมือจะต้องคมและใช้ให้ถูกต้อง นอกจากหากรอยแผลที่ถูกตัดแต่งมีขนาดใหญ่จะต้องใช้eๅทาแผลเพื่อป้องกันการเข้าทําลายของเชื้อโรคเครื่องมือที่ใช้ในการตัดแต่งกิ่ง

– กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ซึ่งมีทั้งชนิดที่ถือมือเดียวและชนิดที่ต้องใช้สองมือช่วย

– เลื่อยตัดแต่งกิ่ง

  1. การดูแลบํารุงรักษาสนามหญ้า (lawn maintenance)

สนามหญ้า เป็นองค์ประกอบที่สําคัญของการจัดสวน ทําให้สวนสวยงาม ช่วยให้อาคารสถานที่ดูเด่นเป็นสง่าและให้ความเป็นระเบียบแก่สถานที่นั้น ๆการดูแลสนามหญ้าเริ่มตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งตั้งตัวและเจริญเติบโต มีวิธีการดังการให้นํ้า การขาดนํ้าในช่วงแรกจะทําให้หญ้าสนามไม้สามารถเจริญเติบโตได้ ดังนั้นในระหว่างช่วงสัปดาห์แรกของการปลูกหญ้าจะต้องให้นํ้าวันละหลาย ๆ ครั้ง โดยที่จะต้องคอยดูแลไม่ให้บริเวณนั้นแห้ง ในช่วงสัปดาห์ ที่สองการให้นํ้าจะลดลงเหลือเพียงวันละครั้ง แต่ทั้งจะต้องคอยสังเกตว่าแต่ละวันนั้นจะต้องให้นํ้าเพิ่มหรือไม้ในสัปดาห์ ต่อ ๆ ไป การให้นํ้าแต่ละครั้งจะต้องให้ปริมาณนํ้าซึมลึกลงไปในดิuขึ้น เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของรากสนามหญ้าที่มีการเจริญเติบโตของหญ้าสนามดีแล้ว ความถี่ของการให้นํ้าจะลดน้อยลงแต่ปริมาณนํ้าที่ให้ต่อครั้งจะขึ้น เพื่อให้รากหยั่งลึกลงไปในดินดีขึ้น ลดปัญหาการสะสมเกลือจากใต้ดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตการใส่ปุ๋ย

นอกจากการให้นํ้าแก่สนามหญ้าแล้ว การใส่ปุ๋ยให้แก่หญ้าสนามก็เป็นสิ่งจําเป็น สนามหญ้าที่เริ่มมีการเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง หากตรวจสอบแล้วไม่ใช้อาการที่เกิ๑จากสภาพของดินหรือโรครบกวน ก็แสดงว่าสนามหญ้าเริ่มขาดธาตุอาหาร จําเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยที่ใส่ให้กับสนามหญ้า มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยอนินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ จะเป็นปุ๋ยที่ใช้ครั้งแรกในขณะเตรียมดินก่อนปลูกหญ้า ส่วนปุ๋ยอนิน-
ทรีย์ หรือปุ๋ยวิทeๅศาสตร์ จะใช้เมื่อต้องการให้หญ้าสนามมีการเจริญเติบโตการใส่ปุ๋ยให้แก่สนามหญ้า หญ้าสนามเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งต้องการอาหารและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่พอเหมาะ การเลือกใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ในปริมาณที่พอเหมาะและให้ในเวลาที่ต้องการ จะทําให้ผลที่ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด การใส่ปุ๋ยให้กับสนามหญ้าจะให้ปุ๋ยสูตรที่มี N-P-K เพราะไนโตรเจน (N) จะช่วยในการเจริญเติบโตของกิ่งก้านใบ ช่วยให้ใบมีสีเขียว ส่วนฟอสฟอรัส (P) จะช่วยในการเจริญเติบโตของราก ทําให้เกิ๑การแตกรากใหม่ ของหญ้า (rhizome) ส่งผลให้เกิ๑ต้นหญ้าใหม่ สําหรับโปแตสเซียม (K) ช่วยให้การเจริญเติบโตโดยทั่ว ๆ ไปดีขึ้น ช่วยให้หญ้าสนามมีความทนทาน แข็งแรง ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้ง หรือทนทานต่อโรคได้ ปุ๋ยที่ให้กับสนามหญ้าจะให้ปุ๋ยสูตรใดนั้น ขึ้นอยู่ กับช่วงเวลาการเจริญเติบโต โดยทั่ว ๆไป ปุ๋ยที่ใช้จะมีธาตุไนโตรเจนสูงกว่าธาตุอื่น ๆ เช่น อาจให้ปุ๋ยสูตร 30-10-20 เป็นต้น แต่ในช่วงฤดูร้อนปุ๋ยที่ให้ควรมีธาตุฟอสฟอรัสสูงขึ้น และในต่างประเทศช่วงฤดูหนาวปุ๋ยที่ให้แก่สนามหญ้าจะมีธาตุโปแตสเซียมสูงขึ้น การให้ปุ๋ยแก่สนามหญ้าจะให้เดือนละครั้ง ภายหลังการใส่ปุ๋ยจะต้องรดนํ้าตามทันทีไม้ให้ปุ๋ยตกค้างอยู่บนใบหญ้า

การควบคุมโรคแฆลJและวัชพืช หญ้าสนามก็เหมือนพืชอื่น ๆ ย่อมมีศัตรูต่าง ๆ รบกวน ศัตรูชนิดแรกคือวัชพืช พบในสนามหญ้าที่มีการเตรียมพื้นที่ไม่ถูกต้อง วัชพืชที่ขึ้นในสนามหญ้ามีทั้งชนิดใบแคบ เช่น หญ้าຕีนตุ๊กแก่ หญ้าຕีนกา แห้วหฆู ฯลฯ และชนิดใบกว้าง เช่นผักโขม บานไม้รู้โรยป่า ไมยราพ ฯลฯ จะต้องคอยเอาใจใส่ขุดออก ทันทีที่พบเห็น หากทิ้งไว้จะทําให้มีการเจริญเติบโตเบียดบังหญ้าสนาม ทําให้ความสวยงามของสนามหญ้าลดลงสําหรับโรคและแฆลJ โดยทั่ว ๆ ไปจะเกิ๑น้อย โรคที่พบในสนามหญ้า ได้แก่ โรคราสนิม โรคใบขีดโปร่งแสง ส่วนแฆลJที่รบกวนหญ้าสนาม ได้ แก่หњอuด้วง หњอuต่าง ๆ รวมทั้งมดคันไฟ การใช้สารเคมีกําจัด โรคแฆลJต่าง ๆ จะต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องการตัดหญ้า

สนามหญ้าที่สวยงามต้องการการตัดแต่งเหมือนพืชอื่น ๆ สนามหญ้าใหม่จะทําการตัดหญ้าครั้งแรก เมื่อหญ้าสนามมีความสูงประมาณ 2 นิ้ว การตัดหญ้าครั้งแรกจะต้องระมัดระวังไม้ตัดออกเกินไป เครื่องมือที่ใช้จะต้องไม้กระทบกระเทือนราก ขณะที่ตัดสนามหญ้าจะต้องแห้ง สนามหญ้าที่มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์แล้ว ควรตัดหญ้าประมาณ 15 วันต่อครั้ง แต่ในช่วงฤดูที่มีการเจริญเติบโต อาจมีการตัดหญ้าสัปดาห์ ละครั้ง ทั้งขึ้นอยู่ กับการเจริญเติบโตของหญ้าสนามนั้น ๆ การปล่อยให้หญ้าสนามมีการเจริญเติบโตจนกระทั่งมีดอกแล้วจึงตัด จะทําให้การเจริญเติบโตของส่วนที่เหลือภายหลังการตัดค่อนข้างช้า สนามหญ้าจะมองดูเหลือง ซึ่งจะใช้เวลาบํารุงรักษาค่อนข้างนาน สนามหญ้าจึงจะเขียวสดดังเดิมวิธีการตัดหญ้า การตัดหญ้าที่ตํ่าเกินไป เป็นวิธีที่ผิด การตัดหญ้าแต่ละครั้งจะตัดออกไม้เกิน 1 ใน 3 ของควาามeๅวก่อนตัด โดยทั่ว ๆไป จะตัดให้เหลือความสูงประมาณหนึ่งนิ้วครึ่งถึงสองนิ้วครึ่ง การเลือกใช้เครื่องมือในการตัดหญ้าจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน สนามหญ้าที่มีขนาดเล็ก อาจจะเลือกใช้กรรไกรตัดหญ้าหรือเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลัง ส่วนพื้นที่ขนาดใหญ่อาจจะเลือกใช้เครื่องตัดหญ้าแบบเข็นที่ใช้ไฟฟ้าหรือนํ้ามัน สําหรับสนามหญ้าขนาดใหญ่ที่ไม้ต้องการความประณีตนักก็อาจจะเลือกใช้รถตัดหญ้าแบบเข็uมีใบพัด ทั้งเครื่องมือทุกชนิดใบมีดจะต้องคม และไม้ทําการตัดหญ้า ในขณะที่สนามหญ้านั้นเปียกชื้น ภายหลังตัดหญ้าเรียบร้อยแล้ว จะต้องทําความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องมือก่อนเก็บไว้ใช้งานคราวต่อไป

  1. การให้ปุ๋ย (fertilization)

พรรณไม้ต่าง ๆ เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการปัจจัยในการเจริญเติบโตเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆปัจจัยหนึ่งซึ่งสําคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโต คือ อาหารธาตุ การให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตามที่พืชต้องการจะช่วยให้พืชนั้น ๆ มีการเจริญเติบโตตามปกติ ธาตุอาหารที่พืชต้องการมีอยู่ 16 ธาตุ ออกเป็น

ธาตุอาหารหลัก (macro elements) ซึ่งได้ แก่C H O N P K

ธาตุอาหารรอง (micro elements) ได้ แก่Ca Mg S

ธาตุอาหารประกอบ (trace elements) ได้ แก่Fe Mn Cu Zn Mo B Cl

ธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่าพืชจะต้องการในปริมาณที่ต่าง ๆ กัน ธาตุอาหารหลักพืชจะต้องการในปริมาณค่อนข้างส่วนธาตุอาหารประกอบพืชจะต้องการในปริมาณที่น้อยการให้ธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่า จะให้ในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ (organic fertilizer) และปุ๋ยอนินทรีย์ (inorganic fertilizer) ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากสิ่งมีชีวิต เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยเทศบาลซากพืชซากสัตว เป็นต้น ปุ๋ยประเภทจะสลายตัวค่อนข้างช้า ธาตุอาหารมีน้อย การใช้ปุ๋ยเหล่ามักจะเป็นการใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ปุ๋ยอนินทรีย์เป็นปุ๋ยที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าปุ๋ยวิทeๅศาสตร์ หรือปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารต่าง ๆ โดยจะเน้นที่ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโปแตสเซียม(K) เป็นหลัก ปุ๋ยวิทeๅศาสตร์ มีขายทั่วไปในท้องตลาด มีสูตรอาหารต่าง ๆ กัน ปุ๋ยวิทeๅศาสตร์ ที่เลือกใช้ในการบํารุงรักษาพรรณไม้ส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 30-10-20 เป็นต้นการให้ปุ๋ยกับพรรณไม้ต่าง ๆ ควรจะเลือกใช้ให้ถูกต้องกับชนิดของไม้นั้น รวมทั้งให้เหมาะกับระยะของการเจริญเติบโต และใส่ให้ถูกเวลา ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ยควรจะเป็นเวลาเช้าในการดูแลรักษาสวนอาจจะมีการใส่ปุ๋ยทุกสัปดาห์ โดยแต่ละสัปดาห์ จะให้ในปริมาณที่ไม้เข้มข้uนัก ในไม้กระถางอาจจะใช้ปุ๋ยที่สลายตัวช า ให้ปุ๋ยนั้นค่อย ๆ สลายตัวเป็นประโยชน์ต่อพืช โดยไม้ต้องใส่ปุ๋ยบ่อยครั้งก็ได้

 

  1. การป้องกันกําจัดศัตรูพืช (pest control)

การบํารุงดูแลรักษาสวน นอกจากการให้นํ้า ให้ปุ๋ย ดูแลสนามหญ้า รวมทั้งตัดแต่งพรรณไม้ให้อยู่ ในสภาพที่ต้องการแล้ว การป้องกันกําจัดศัตรูพืชเป็นสิ่งสําคัญเช่นกัน เพราะการเจริญเติบโตของพืชในธรรมชาติจะมีศัตรูต่าง ๆ คอยรบกวน ศัตรูเหล่านั้นอาจจะเป็นโรคหรือแฆลJอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะเกิ๑ได้ ทั้งโรคและแฆลJพร้อม ๆ กันโรคที่พบอาจจะเกิ๑จากเชื้อรา แบคทีเรีย วิสา หรือไสเดือนฝอยแฆลJอาจจะเป็นแฆลJปากกัด เช่น ด้วง หњอuต่าง ๆ หรือแฆลJปากดูด เช่น เพลี้ยไฟเพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน ไรแดง เป็นต้นการฉีดพ้นสารเคมีเพื่อช่วยป้องกันโรคและแฆลJ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะสวนที่จัดไว้จะอยู่ ในบริเวณที่ผู้คนจะต้องมาใช้ประโยชน์ควรเลือกใช้ชนิดที่มีอันตรายค่อนข้างน้อยใช้ให้ถูกต้อง โดยจะต้องศึกษาวิธีการใช้ให้ละเอียดก่อนนํามาใช้และใช้ด้วยความระมัดระวังภายหลังการฉีดพ้นสารเคมีผู้ฉีดจะต้องล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้า ชําระร่างกายให้สะอาดก่อนที่จะไปทํากิจกssಖอื่น ๆ

  1. การปรับปรุงสวน (gardening improvement)

สถานที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดสวนอย่างสวยงามและใช้ประโยชน์ได้ ตามความต้องการนั้น แม้ว่าจะมีการดูแลรักษาเอาใจใส่ดีเพียงใดก็ตาม ช่วงเวลาที่ผ่านไปนานเข้า ความสวยงามต่างๆก็จะลดลง ตามกฎของธรรมชาติ เพราะองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดสวน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น พรรณไม้ต่าง ๆ หรือสิ่งไม้มีชีวิต เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่งในสวน ทุกสิ่งจะต้องมีวันเสื่อมทรุดโทรม และต า ยไป ดังนั้นจําเป็นที่จะต้องมีปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไข ให้สภาพของสวนสวยงามดังเดิมการดูแลบํารุงรักษาสวน ทั้งการให้นํ้า ใส่ปุ๋ย ป้องกันศัตรูพืชรวมทั้งการตัดแต่งจะช่วยให้พรรณพืชต่าง ๆ เจริญเติบโตสวยงาม แม้ว่าการตัดแต่งจะช่วยให้พรรณไม้เจริญเติบโตใหม่ได้ แต่นานวันเข้ารูปทรงของพรรณไม้นั้น ๆ อาจจะเปลี่ยนแปลง จนไม้สามารถทําให้ได้ รูปทรงที่ต้องการ หรือพรรณไม้บางชนิดถูกโรคแฆลJรบกวนจนต า ยไป การปรับปรุงสวนจะเริ่มตั้งแต่

1)   ไม้กระถาง หากพบว่าดินปลูกในกระถางเหลือน้อยลง จําเป็นจะต้องเติมดินลงในกระถางหรือไม้กระถางนั้นเจริญเติบโตเกินกว่าจะอยู่ ในกระถางเดิมได้ ก็ควรจะเปลี่ยนกระถางหรือย้ายไม้นั้นลงปลูกในดินหรือทําการเปลี่ยนไม้กระถางใหม่

2)   พรรณไม้ต่าง ๆ ไม้ว่าจะเป็นไม้ต้น ไม้พุ่ม หรือไม้เถาเลื้อย เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีพรรณไม้ต่าง ๆ เหล่า อาจจะเจริญเติบโตจนเบียดกัน จําเป็นจะต้องแยกออกบางต้นหรือตัดแต่งให้ได้ ขนาดที่ต้องการ หากจุดใดพรรณไม้ต า ยไปก็ควรจะรีบหาพรรณไม้นั้น ๆ มาปลูกทดแทน หรือจะเปลี่ยนแปลงเป็นไม้ชนิดอื่นก็อาจทําได้ ทั้งต้องพิจารณาความเหมาะสมของพรรณไม้นั้น ๆ ด้วย

3)   สนามหญ้า การจัดสวนครั้งแรกในขณะที่พรรณไม้ต่าง ๆ ยังมีขนาดเล็กอยู่ การใช้หญ้าสนามมักจะเลือกใช้หญ้านวลน้อยซึ่งทนแดดและเจริญเติบโตดี ทนต่อการเหยียบยํ่า ปูบริเวณสนามทั้งหมด แต่เมื่อไม้ต้นที่นํามาใช้จัดสวนเจริญเติบโตขึ้น ก็จะมีร่มเงาตามจุดนั้น ๆหญ้านวลน้อยก็จะค่อย ๆ ต า ยไปในฝุดฝุด ดังนั้นบริเวณร่มเงาไม้ใหญ่ หากจะทําเป็นสนามหญ้าเหมือนเดิมก็จะต้องใช้หญ้ามาเลเซียซึ่งทนร่มได้ มาปูทดแทน หรือจะรื้อหญ้าออกแล้วใช้อิฐปูเป็นบริเวณลานพักผ่อนก็อาจทําได้

4)   องค์ประกอบอื่น ๆ เช่น รั้ว ทางเท้า เก้าอี้สนาม ฯลฯ จะต้องตรวจสอบ หากพบว่าชํารุด เสียหาย ก็ควรจะทําการซ่อมแซม ปรับปรุงให้อยู่ ในสภาพที่ใช้งานได้ หากเสียหายจนไม้สามารถใช้งานได้ สมควรจะเปลี่ยนของใหม่ มาใช้แทนตามจุดนั้น ๆ

ลักษณะของสวนที่ไม่ต้องดูแลรักษา

  1. สวนที่มีพื้นปูเป็นพื้นแข็งกว่าพื้นอ่อน (สนามหญ้า) ซึ่งจะทำให้ลดเวลาในการตัดหญ้า และการบำรุงดูแลรักษาอื่น ๆ แต่ต้นทุนในการทำสวนลักษณะค่อนข้างสูงในการก่อสร้างครั้งแรก
  2. ลักษณะสวนที่มีการจัดกลุ่มต้นไม้ คือ การจัดสวนโดยปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันให้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ซึ่งต้องการการดูแลรักษาที่เหมือนกันจะง่ายต่อการดูแลรักษา ทำให้ไม่เสียเวลานัก แต่ตรงกันข้ามถ้าหากจัดสวนที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลาย ๆ ชนิดแตกต่างกันไป ยิ่งชนิด ยิ่งต้องการดูแลรักษายิ่งขึ้น
  3. ชนิดของต้นไม้ที่ใช้ ต้นไม้บางชนิดต้องประคบประหงม แต่บางชนิดปลูกแล้ว ดูแลรักษานาน ๆ ครั้งก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและแรงงานในการดูแลรักษา

สิ่งต่าง ๆ เหล่าต้องคำนึงตั้งแต่ต้นเพราะ “สวนจะสวยด้วยการดูแลรักษา” เมื่อได้ประเภทบริเวณใช้สอยต่าง ๆ และแนวความคิดลักษณะรูปแบบของสวนอยู่ในใจแล้ว จึงเลือกบริเวณที่เหมาะกับการใช้สอยที่ต้องการลงในแปลน เช่น จัดไม้ดอกสีสวยสดใสไว้ด้านหน้า ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาด้านทิศตะวันตก จัดลานพักผ่อนต่อจากห้องนั่งเล่นในบ้าน ลานซักล้างต่อจากครัว และต้องการรั้วบังสายตาจากบริเวณอื่น ๆ สนามตัวเล็กเล่นก็ควรอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นได้จากภายในบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันเมื่อตัวเล็ก ๆ ออกไปวิ่งเล่นในสนาม โดยที่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเฝ้า อยู่ในบ้านก็สามารถมองเห็นลูก ๆ ได้ และบริเวณจัดสวนโชว์ควรอยู่ในจุดที่แขกผู้มาเยี่ยมจะเชยชมได้ จึงมักจะอยู่หน้าบ้าน ซึ่งการเลือกบริเวณต่าง ๆ เหล่า ดูจากการใช้งานประจำวันของสมาชิกภายในบ้าน

More in ข่าวทั่วไป