Connect with us

ข่าวทั่วไป

ขั้นตอนการออกแบบสวน

ขั้นตอนการออกแบบสวน

การออกแบบ (design process) จัดสวuมีขั้นตอนของการออกแบบเพื่อให้ผู้ออกแบบได้เข้าใจถึงสถานที่และจุดประสงค์ของเจ้าของ การออกแบบจะเป็นเรื่องไม่eๅกสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานทางด้านการออกแบบ แต่สำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้และไม่ค่อยได้จับดินสอวาดรูปก็จะเป็นการeๅก ซึ่งการปฏิบัติเพื่อออกแบบจะeๅกกว่าการเรียนรู้ในเรื่องทฤษฎีอย่าง ในการออกแบบครั้งแรกอาจจะยุ่งeๅก ติดขัด แต่ในครั้งต่อ ๆ ไป ก็จะเริ่มง่ายขึ้นเป็นลำດัU

โดยทั่วไปหลักการในการออกแบบสวuมีขั้นตอนดัง

  1. สำรวจสถานที่ (site analysis)

เป็นการสำรวจหาข้อมูลของสถานที่ให้ฝุดฝุด  ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาสภาพภูมิประเทศของสถานที่นั้น ๆ ข้อมูลที่ควรทราบ คือ

1.1  สภาพภูมิอากาศ  บริเวณนั้uมีอากาศร้อนหนาว แห้งแล้ง ชื้น น้อยเพียงใด ข้อมูลที่ได้จะทำให้สามารถเลือกใช้พรรณไม้ได้ถูกต้อง นอกจากบริเวณดังกล่าวส่วนไหนจะได้รับแสงสว่างน้อยอย่างไร ฝนตกชุกหรือไม่   เพื่อเป็นข้อมูลในเรื่องการระบายน้ำจากพื้นที่ ทิศทางลมเป็นอย่างไร ลมพัดแรงจนทำให้พรรณไม้เสียหายหรือไม่

1.2  บริเวณพื้นที่ สภาพดินเป็นอย่างไร เป็นกรด ด่าง ดินเหนียว ดินร่วน หรือดินปนทราย ลักษณะพื้นที่สูงต่ำน้อย  จะต้องถมดินตรงไหน  ขนาดของพื้นที่กว้างeๅวเท่าไร  อยู่บริเวณไหนของบ้าน

1.3  ทิศ ทิศเหนืออยู่ทางไหน การรู้ทิศจะช่วยให้ทราบเรื่องแสงสว่างและทิศทางลม ซึ่งส่งผลในการกำหนดพรรณไม้และสิ่งอื่น ๆ

1.4  สิ่งก่อสร้าง  ลักษณะอาคาร รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ   ในบริเวณนั้นเป็นลักษณะใด เพราะการออกแบบจัดสวนจะต้องให้กลมกลืน และเสริมให้อาคารสถานที่นั้นสวยงามเด่นสง่า รวมทั้งเกิ๑ประโยชน์ใช้สอยอย่างเต็มที่

1.5  พรรณไม้เดิม มีน้อยอยู่ในตำแหน่งใด รวมทั้งชนิดของพรรณไม้นั้น ๆ

ในการสำรวจสถานที่   ผู้ออกแบบอาจจะเขียนแปลนคร่าว ๆ โดยรวมว่าตัวอาคาร บ้านและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ตั้งอยู่อย่างไรในบริเวณที่จะจัดสวน เพราะการจัดจะต้องมีความกลมกลืนระหว่างสวนกับบ้าน อาคารและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจสถานที่จะนำมาหาความสัมพันธ์จากภายนอกสู่ภายใน และจากภายในอาคารสู่ภายนอก หาจุดเด่นในสวนที่ภายในจะมองออกมาได้ชื่นชมความงามของสวน

  1. สัมภาษณ์เจ้าของสถานที่ (client analysis)

เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับความชอบ  รสนิยม   รวมทั้งงานอดิเรกต่าง ๆ ของสมาชิกในครอบครัว หรือสถานที่นั้น ๆ ข้อมูลที่ได้จะโดยการสอบถาม สังเกต  รวมทั้งการพิจารณาจากสภาพทั่ว ๆ ไป เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ

– ลักษณะของสวน ชอบสวนแบบใด เป็นสวนธรรมชาติ สวนญี่ปุ่น หรือสวนน้ำ เป็นต้น

– เวลาที่จะใช้ในการดูแลรักษาสวน มีน้อยเพียงใด เจ้าของบ้านชอบการทำสวนหรือไม่

– สมาชิกในครอบครัวมีจำนวนเท่าใด  เพศหญิง/ชาย ตัวเล็ก/ผู้ใหญ่ ต้องการทำที่เล่นสำหรับตัวเล็กหรือไม่ สมาชิกในครอบครัวชอบเล่นกีฬา ทำสวน ทำอาหารนอกบ้านฯลฯ          – ต้องการมุมสงบ เพื่อใช้พักผ่อนหรือไม่

– แนวโน้มในอนาคตต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานที่เหล่าอย่างไร

– รสนิยมเรื่องสี และวัสดุอื่น ๆ เป็นอย่างไร

– ความชอบเรื่องพรรณไม้ ในเรื่องของดอก สีดอกเป็นอย่างไร

– งบประมาณที่จะใช้จัดสวนประมาณเท่าใด

ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะทำให้รู้ถึงความต้องการของเจ้าของ

  1. วิเคราะห์ข้อมูล (data analysis)

จากการสำรวจสถานที่และสัมภาษณ์ข้อมูลต่าง ๆ จากเจ้าของแล้ว นำข้อมูลทั้งหมดมาแยกเป็นส่วน ๆ จัดเรียงลำດัUความสำคัญจากไปหาน้อย ข้อมูลความต้องการของเจ้าของอาจจะมีกว่างบประมาณ หรือไม่สัมพันธ์กับแบบของสวนก็อาจจะต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นก่อน สิ่งใดที่มีความจำเป็นน้อย หรือใช้สิ่งอื่นที่จำเป็นกว่าทดแทนได้ก็ตัดทิ้งไป ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จะช่วยให้การจัดสวนตอบสนองความต้องการประโยชน์ใช้สอยของเจ้าของ แต่ในเรื่องความสวยงามจะเป็นหน้าที่ที่ผู้ออกแบบจะต้องเลือกชนิดของพรรณไม้และองค์ประกอบอื่น ๆ ให้สัมพันธ์กัน เช่น ในครอบครัว  มีคนชราซึ่งต้องการที่พักผ่อนเดินเล่น ก็จะต้องจัดสวนให้มีทางเดินเท้าไปสู่จุดพักผ่อน มีสนามหญ้าให้ความสดชื่น หากมีตัวเล็กเล็กก็ต้องการพื้นที่เล่นภายนอก ก็อาจจะต้องมีบ่อทราย ชิงช้า ไว้บริเวณใกล้บ้านและหากต้องการแปลงไม้ดอก แปลงพืชผักสวนครัว  ก็จะต้องหาจุดที่ตอบสนองความต้องการเหล่าได้ ในเรื่องงบประมาณหากวิเคราะห์ข้อมูลคร่าว ๆ แล้วจะเกินงบประมาณที่วางไว้ ก็อาจจะต้องหาสิ่งอื่นทดแทนตามความเหมาะสม

  1. ใช้วงกลมในการออกแบบ (balloon diagram)

เมื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลเรียงลำດัUความสำคัญจากไปหาน้อยแล้ว เลือก

เอาส่วนที่จำเป็นต้องมีภายในสวน ให้แต่ละส่วนเป็นวงกลม 1 วง นำเอาวงกลมเหล่านั้นวางลงในแปลน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของวงกลมแต่ละวง ระหว่างวงกลมกับตัวบ้าน ดูความเหมาะสมและประโยชน์ใช้สอยในแบบแปลนนั้น ๆ

แปลน หมายถึง ลักษณะรูปร่างของสถานที่หรือสิ่งของนั้น ๆ โดยมองจากเบื้องบนลงมา (top view) แปลนสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้ง ทิศทางและขนาดของสิ่งต่าง ๆ ภายในแปลนทั้งหมด โดยทั่วไปแล้วแปลนจะแบ่งออกได้หลายชนิดตามความเหมาะสม คือ

5.1  มาสเตอร์แปลน (master plan)  เป็นแปลนที่สมบูรณ์   แสดงส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดในพื้นที่กว้างใหญ่ อาจจะมีเนื้อที่เป็นร้อย ๆ ไร่ก็ได้  มาตราส่วนที่ใช้ใuมาสเตอร์แปลนใช้ 1:2000

5.2  ไซท์แปลน (site plan)  อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์แปลนเนื่องจากมาสเตอร์แพลuมีขนาดใหญ่   ทำให้ขาดรายละเอียดต่าง ๆ ที่เล็กเกินกว่าจะเขียนลงใuมาสเตอร์แปลน    ดังนั้นการเขียนไซท์แปลนจะเป็นการขยายบางส่วนของมาสเตอร์แปลนนั้น ๆ หรืออาจจะเป็uมาสเตอร์แปลนเองก็ได้ หากขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่นัก

5.3  ดีเทลแปลน (detail paln)  จะใช้ขยายบางส่วนจากไซท์แปลน เพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น การเขียนแบบจะใช้มาตราส่วน 1:20, 1:50, 1:75 หรือ 1:100 และถ้าพื้นที่มีขนาดเล็กดีเทลแปลนก็อาจจะเป็uมาสเตอร์แปลนในพื้นที่

นั้นเลยก็ได้ เช่น สนามตัวเล็กเล็กใuมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนบริเวณสามแยกเหล่า เป็นต้น

5.4  สกีมาติคแปลน  (schematic plan) เป็นแผนผังแสดงทิศทางการสัญจรและทางเดินหรือความสัมพันธ์ระหว่างจุดต่าง ๆ ในแปลน

5.5  คอนสตรัคชั่นแปลน  (construction plan)  แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องวัสดุต่าง ๆ ขนาดโครงสร้างและสิ่งอื่น ๆ ที่จำเป็น

5.6  แพล้นทิ่งแปลน  (planting plan) เป็นแปลนที่แสดงรายละเอียดชนิดและตำแหน่งของพรรณไม้ รวมทั้งขนาดและจำนวนของพรรณไม้นั้น ๆ การเขียนแปลนเกี่ยวกับพรรณไม้จะต้องทราบขนาดของทรงพุ่มเมื่อโตเต็มที่ เพื่อจะได้วางระยะระหว่างต้นไม้ได้ถูกต้อง การใช้สัญลักษณ์แทนพรรณไม้ อาจเลือกใช้สัญลักษณ์หนึ่งแบบต่อพรรณไม้หนึ่งชนิด หรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันแต่ใช้ตัวเลขกำกับแทนชื่อพรรณไม้นั้น การใช้พรรณไม้หลาย ๆ ชนิด ควรใช้ตัวเลขบอกถึงชนิดของพรรณไม้โดยอธิบายชนิดของพรรณไม้ตามตัวเลขนั้น ๆ  ข้างล่างแบบแปลนซึ่งจะทำให้อ่านแบบได้ง่ายขึ้น

การเขียนแบบแปลนที่ดีและสวยงามไม่สมควรมีอะไรที่ยุ่งeๅกเกินไป     ตำแหน่งของสิ่งสำคัญต่าง ๆ ควรทำให้เด่นชัดโดยใช้หมึกที่มีเส้นหนักและใช้หมึกเส้นเบากับสิ่งทั่ว ๆ ไป ส่วนของสนามหญ้าใช้เส้นเบาลงสีให้สวยงามเหมือนจริง เพื่อให้มองเห็นแล้วสามารถคิดคล้อยตามภาพนั้น ๆ ได้

5.7  เสตคจิ้งแปลน (staging plan) เป็นแปลนที่แสดงขั้นตอนในการก่อสร้างของมาสเตอร์แปลนโดยเรียงความสำคัญหรือความจำเป็นจากไปน้อยตามลำດัU เนื่องจากงบประมาณจะจ่ายเป็นงวด ๆ ของงานนั้น ๆ

การเขียนแปลนจะช่วยให้ผู้ดูเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการออกแบบ รู้ถึงจุดต่าง ๆ ตลอดความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งในการเขียนแปลน หากจะทำให้ผู้ดูเข้าใจแจ่มชัดขึ้น ก็ควรจะเขียนทัศนียภาพ (perspective) ด้วย เพราะภาพ perspective จะมีลักษณะเหมือนภาพถ่าย ซึ่งภาพอาจจะเขียนด้วยลายเส้นขาวดำ หรือจะลงสีให้มีสีสรรเหมือนจริงก็ได้

ขั้นตอนการออกแบบตามที่กล่าวมาแล้วจะช่วยให้ผู้ออกแบบทำงานได้ถูกต้องจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ร่างไว้ เมื่อเริ่มเขียนแปลนก็จะเริ่มจากสิ่งต่าง ๆ ดัง

  1. กำหนดทางเดิน  ให้สอดคล้องทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร สังเกตทางเข้าออกตัวบ้าน จัดวางทางเดินให้ได้โดยรอบตัวบ้านจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน จากหลังบ้าuมาหน้าบ้าน ทางเดินไปจุดต่าง ๆ จัดให้ไหลเวียนไปโดยไม่ติดขัด จากโรงรถก็ควรจะมีทางเดินไปหลังบ้านได้โดยไม่ต้องผ่านภายในบ้าน ทางเดินแต่ละจุดอาจเชื่อมต่อกัน โดยไม่ทำให้สนามหญ้าเสียไป และไม่ควรทำทางเดินที่ไร้จุดหมาย วัสดุที่ใช้ทำทางเดินขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และรูปแบบของการจัดสวนนั้น ๆ
  2. วางตำแหน่งไม้ต้น  เมื่อกำหนดทางเดินภายในสวนแล้ว งานต่อไปคือวางตำแหน่งไม้ต้น  เพราะไม้ต้นจะเป็นไม้ใหญ่มีระດัUสูงสุด   และเป็นไม้ที่ให้ร่มเงาในจุดต่าง ๆ ตำแหน่งที่ปลูกไม้ต้น ได้แก่ บริเวณรั้วรอบบ้าน จุดที่ต้องการร่มเงาใช้พักผ่อน ริมถนนไปยังที่จอดรถ ด้านทิศตะวันตกของอาคารที่ใช้เป็นห้องพักฟ่อนรับแขก เหล่า เป็นต้น

การจัดวางไม้ต้น ถ้าเป็นสวนแบบประดิษฐ์มักจะปลูกเรียงแถวเป็นเส้นตรงตามแนวทางเดินที่กำหนดไว้  ถ้าเป็นสวนธรรมชาติจะปลูกเป็นกลุ่ม 3-5 ต้น การปลูกไม้ต้นอาจจะเป็นชนิดเดียวกัน หรือปลูกสลับกับไม้พุ่มก็ได้ การเลือกใช้พรรณไม้จะต้องระมัดระวัง เพราะพรรณไม้บางชนิดจะต้องการการดูแลทำความสะอาดบริเวณนั้น ๆ ค่อนข้าง เนื่องจากการทิ้งใบของพรรณไม้ หรือในกรณีที่มีโรคแฆลJรบกวuก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่นำมาใช้ และตำแหน่งการใช้งานก็ควรจะพิจารณาเลือกพรรณไม้ให้ถูกต้อง

  1. กำหนดพื้นที่เพื่อประโยชน์ใช้สอยและความงาม  เมื่อกำหนดทางเดินและวางตำแหน่งไม้ต้นแล้วพื้นที่ส่วนที่เหลือจะต้องวิเคราะห์ดูว่าจุดไหน เหมาะสำหรับความต้องการอะไร โดยยืดหลักเรื่องประโยชน์ใช้สอยก่อน  แล้วจึงตกแต่งให้เกิ๑ความสวยงามตามมา เช่น บริเวณหลังบ้านจะต้องใช้พื้นที่เป็นส่วนบริการ ใช้ซักผ้า ตากผ้า เก็บของ เหล่า เป็นต้น ลานซักล้างจะต่อเนื่องจากห้องครัวบริเวณพื้นต้องเป็นซีเมนต์  เมื่อกำหนดส่วนใช้สอยแล้วจึงพิจารณาพรรณไม้ประດัUตกแต่ง ปิดบังส่วนที่ไม่ต้องการให้บุคคลอื่นเห็น

บริเวณใกล้ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน วางตำแหน่งจัดสวนหย่อม อาจจะทำน้ำตก น้ำพุ หรือสระน้ำ เลี้ยงปลา ปลูกบัว เพื่อให้มองเห็นได้จากภายในสู่ภายนอก การจัดสวนหย่อมควรมีเพียง  1-2 จุดเท่านั้น    หากมีเกินไปจะทำให้ความเด่นของสวนลดน้อยลง

ส่วนพื้นที่อื่น ๆ เช่น มุมพักผ่อน   สนามตัวเล็กเล่น   แปลงไม้ดอก  ควรจะ กำหนดลงไป พร้อมพรรณไม้และวัสดุอื่น ๆ

การวางพรรณไม้ลงในจุดต่าง ๆ จะต้องพิจารณาเรื่องแสงประกอบด้วยเพราะพรรณไม้ที่ใช้ต้องการแสงสว่างน้อยต่างกัน ในจุดที่มีแสง เช่น ริมทางเดิน ถนน ควรเลือกใช้ไม้ต้นหรือไม้พุ่ม เช่น หูปลาช่อน เข็ม หรือจะเลือกใช้ไม้ดอก เช่น บานบุรี พวงทอง ช้องนาง ปลูกสลับกับไม้ต้นก็ได้

บริเวณมุมสนามระหว่างถนนกับระเบียง จุดจะต้องมีการจัดวางพรรณไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงามลดความกระด้างของแนวถนน    การจัดวางพรรณไม้อาจจะใช้ไม้ตระกูลปาล์มร่วมกับไม้คลุมดิน หรือไม้พุ่ม ก้อนหินร่วมกับไม้คลุมดินก็ได้

ในกรณีที่เจ้าของสถานที่ต้องการปลูกไม้ผลและทำสวนครัว   ก็ควรจะกำหนดจุดไว้บริเวณหลังบ้านที่ได้รับแสงแดดจัด มีไม้ผลบางชนิด เช่น  สาเก  ละมุดสีดา   ซึ่งสามารถนำมาปลูกตกแต่งบริเวณบ้านได้

ในการออกแบบจัดสวน หากมีพื้นที่พอควรทำสนามหญ้าด้วย เพราะสนามหญ้าจะช่วยให้สวนนั้นสวยงามยิ่งขึ้น บริเวณพื้นที่ที่ทำสนามหญ้า ควรเป็นด้านหน้าซึ่งได้รับแสงแดดเต็มที่ รูปแบบของสนามหญ้าจะเป็นรูปใดขึ้นอยู่กับชนิดของสวนนั้น ๆ

การจัดสวนก็คล้ายกับการเขียนภาพสี ซึ่งภาพที่ออกมาจะสวยงามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัดวางสิ่งต่าง ๆ  รู้จักธรรมชาติของพรรณไม้ รวมถึงสีสัน ทรงต้น ตลอดจนการดูแลรักษาพรรณไม้เหล่านั้น    การออกแบบสวนที่สวยงามจะต้องมีความเป็นระเบียบไม่ว่าจะเป็นสวนแบบประดิษฐ์หรือสวนแบบธรรมชาติ มีจุดเด่นไม่เกินไป   มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างจุดต่างๆ ตลอดจนให้ประโยชน์ใช้สอยในพื้นที่นั้น ๆ ได้ตามความต้องการ

การออกแบบแต่ละครั้ง ถ้าหากผู้ออกแบบได้ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทราบปัญหาทุกอย่างในสถานที่นั้น ๆ แล้ว แบบที่ออกมาจะมีโอกาสใช้ได้เป็นที่น่าพอใจถึง 80 เปอร์เซ็นต์ การออกแบบที่ดีควรให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบน้อยฝุดฝุด เมื่อนำไปใช้จัดสวนจริงๆเพราะในขณะทำการจัดสวนถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงแบบเกินไป ก็จะทำให้ความเชื่อถือลดน้อยลง

ข้อผิดพลาดที่เกิ๑ขึ้นในการออกแบบสวน การออกแบบแต่ละครั้งแม้จะดีฝุดฝุด แต่บ่อยครั้งพบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบบ้างบางส่วน ข้อผิดพลาดที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแบบเกิ๑จากพรรณไม้ องค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างในสวน รวมทั้งโครงสร้างของสวน

  1. พรรณไม้  ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิ๑ขึ้นเป็นเพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียดของพรรณไม้นั้น ทำให้วางตำแหน่งการปลูกผิดพลาด ทั้งตำแหน่งที่ปลูก ระยะปลูก บางครั้งจำนวนพรรณไม้ที่ระบุไว้ในแบบทำให้ไม่สามารถจะหาได้เพียงพอ เหล่า เป็นต้น นอกจากการจัดกลุ่มพรรณไม้เข้าด้วยกันจะต้องคำนึงถึงหลักของศิลปะที่จะต้องพิจารณาความ   สมดุล ความกลมกลืน ลักษณะพื้นผิว รวมทั้งความสูงและการเจริญเติบโตของพรรณไม้แต่ละชนิดด้วย การจัดสวนเลียนแบบธรรมชาติ จะต้องจัดหาพรรณไม้ที่ให้บรรeๅกาศของป่า    สิ่งต่าง ๆ เหล่าจะต้องใช้การสังเกตและอาศัยระยะเวลาในการสะสมประสบการณ์ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบจัดสวนในครั้งต่อ ๆ ไปดียิ่งขึ้น
  2. องค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างในสวน  การจัดสวนนอกจากจะใช้พรรณไม้ต่าง ๆ แล้ว ยังมีองค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น หิน ตอไม้ โอ่ง ไห รูปปั้น สระน้ำ น้ำพุ  ศาลาพัก ฯลฯ    สิ่งต่าง ๆ เหล่าจะมีให้เลือกมายหลายชนิด ราคาก็แตกต่างกัน ผู้ออกแบบที่รู้จักวัสดุอุปกรณ์เหล่า รู้แหล่งในการจัดซื้อก็สามารถจัดหานำมาใช้ประกอบการจัดสวนได้ขึ้น ข้อผิดพลาดที่เกิ๑ขึ้นในส่วนขึ้นอยู่กับว่ารู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ เพียงใด รู้ขนาดความเหมาะสมในการนำมาใช้ประกอบการจัดสวน ตลอดจนรู้ราคาและความeๅกง่ายในการจัดซื้อ หากออกแบบไว้แล้วไม่สามารถจัดหาได้ แบบแปลนนั้นก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปล
  3. โครงสร้างของสวน การจัดสวนที่สวยงามนอกจากการออกแบบดี พรรณไม้และองค์ประกอบเหมาะสมแล้ว โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างของสวนก็เปรียบเสมือนฐานรากของสวน  การศึกษาเรื่องวิธีการปลูกพรรณไม้   ตลอดจนการดูแลรักษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักจัดสวน เพราะความรู้ต่าง ๆ เหล่าจะช่วยให้จัดเตรียมโครงสร้างของสวนได้ถูกต้อง ทั้งในส่วนของการเตรียมดินเตรียมหลุมปลูกที่เหมาะสม พรรณไม้ต่าง ๆ ที่จัดลงไปก็จะเจริญเติบโตได้ดี ปัญหาในการดูแลรักษาจะน้อยลง

การจัดสวนแต่ละครั้งจะมีข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิ๑ขึ้uบ้างน้อยบ้าง    สิ่งต่าง ๆ เหล่าจะเป็นประสบการณ์ให้เกิ๑ความรู้ที่จะนำไปดัดแปลงใช้ในครั้งต่อ ๆ ไป ทั้งขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบจัดสวนจะให้ความเอาใจใส่ในเรื่องหรือน้อย การจัดสวนเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ร่วมกัน

More in ข่าวทั่วไป