Connect with us

ข่าวทั่วไป

ขั้นตอนการจัดสวน

ขั้นตอนการจัดสวน

การจัดสวน เปรียบเหมือนงานก่อสร้างชนิดหนึ่ง การเขียนโครงการในการจัดสวนแต่ละครั้ง เพื่อลำດัUขั้นตอนการทำงาน จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี เริ่มตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ สัมภาษณ์ความต้องการของเจ้าของ  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้  จนถึงการออกแบบและประเมินราคา เมื่อตกลงในรายละเอียดต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยซึ่งอาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายการต่าง ๆ บ้าง จนเป็นที่พอใจ ก็จะเริ่มลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งการทำงานจะต้องมีการวางแผนหรือเตรียมงานเป็นขั้นตอน   เพื่อให้งานเสร็จได้ตามกำหนดเวลา รวมทั้งสามารถเบิกจ่ายเงินแต่ละงวดงานได้

ขั้นตอนการจัดสวน (landscape installation) จะแบ่งเป็นขั้นตอนได้ ดัง

  1. จัดหาวัสดุ องค์ประกอบในการจัดสวน
  2. ปรับบริเวณ
  3. ปรุงแต่งบริเวณ
  4. จัดสวน
  5. จัดวางก้อนหิน
  6. ปลูกพรรณไม้
  7. ปูหญ้า
  8. ปูทางเท้า
  9. เก็บงาน
  10. ส่งมอบงาน

ขั้นตอนที่ 1  จัดหาวัสดุองค์ประกอบในการจัดสวน เริ่มตั้งแต่สำรวจหาแหล่งพรรณไม้ ตามรายการที่กำหนดไว้ รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น หิน ทราย เก้าอี้สนาม น้ำพุ เหล่า เป็นต้น การจัดหาจะต้องให้ได้ชนิดและขนาดตามแบบที่นำเสนอต่อเจ้าของสถานที่ พeๅeๅมหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงพรรณไม้และอื่น ๆ  แต่หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจะต้องชี้แจงให้เจ้าของทราบ โดยพeๅeๅมหาสิ่งที่ดีกว่าในราคาใกล้เคียงกัuมาทดแทน เมื่อสำรวจหาวัสดุต่าง ๆ ได้แล้ว ควรจะตกลงฝากของต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ที่ร้านก่อน จนกว่าจะเตรียมพื้นที่เรียบร้อย แล้วทำการขนย้ายไปในวันเดียวกันเพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องนำมาทิ้งไว้รอเวลาจนเกิ๑ความเสียหายและเป็นภาระในเรื่องการดูแลรักษา

ขั้นตอนที่ 2  ปรับบริเวณ เป็นขั้นตอนแรกของการเตรียมพื้นที่ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้าง ในกรณีการจัดสวนสำหรับบ้านที่ก่อสร้างใหม่ ควรรอให้งานก่อสร้างส่วนใหญ่เสร็จแล้ว มีการวางท่อน้ำ ท่อประปา วางสายไฟเรียบร้อย  จึงเริ่มทำการปรับพื้นที่  การปรับพื้นที่เริ่มตั้งแต่การกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการให้มีในสวนของเราออกไป เช่น หิน กรวด ทราย วัสดุเหลือทิ้งจากงานก่อสร้าง วัชพืช รวมทั้งต้นไม้ที่ไม่ต้องการ เป็นต้น  หลังจากกำจัดสิ่งต่าง ๆ เหล่าเรียบร้อยจะเห็นสภาพพื้นที่ที่แท้จริง ซึ่งอาจจะเป็นหลุมบ่อสูงต่ำไม่เท่ากัน ทำการปรับหน้าดินให้เรียบตามที่ต้องการ การปรับดินจะต้องคำนึงถึงการระบายน้ำด้วย จะต้องไล่ระດัUของดินให้สูงไปหาต่ำตรงบริเวณที่เป็นท่อระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขังเมื่อฝนตก ทุกจุดของการจัดสวนจะต้องคิดถึงเรื่องการระบายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ใกล้ชายคาบ้าน ซึ่งน้ำจะไหลลงมาเมื่อฝนตก ควรพิจารณาปรับทางระบายน้ำ รวมทั้งการเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

ขั้นตอนที่ 3  ปรุงแต่งบริเวณ หลังจากปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มทำการปรุงแต่งบริเวณให้ได้รูปแบบตามที่ต้องการ ช่วงไหนจะขุดบ่อ ทำเนิน ก็ใช้ปูนขาวโรยแสดงขอบเขตไว้ การจัดสวนส่วนใหญ่มักจะมีเนินเพื่อให้เกิ๑ระດัUที่แตกต่างกัน ซึ่งการทำเนินดินควรพิจารณาขนาดและความสูงของเนิน  ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กันกับบริเวณทั่วไป รวมทั้งพิจารณาการระบายน้ำในบริเวณนั้น ๆ ด้วย  ในเรื่องขนาดและความสูงของเนินนั้นจะต้องคิดรวมไปถึงเวลาที่ปลูกพรรณไม้ลงไปบนเนินแล้วจะทำให้พรรณไม้ดูสูงเด่นผิดปกติหรือไม่ ในกรณีพื้นที่ใหญ่การทำเนินอาจทำเป็นแบบขั้นบันได เพื่อให้เกิ๑ความลดหลั่นต่อเนื่องกัน แต่การทำขั้นบันไดควรคิดถึงการปูหญ้าและตัดหญ้าในบริเวณนั้น ๆ ด้วย    ซึ่งการทำขั้นบันได แบบบันไดจริง ๆ จะมีมุม มีเหลี่ยม ดูกระด้าง และeๅกแก่การตัดหญ้า

หลังจากถมที่ ทำเนิน ปรับแต่งตามแบบที่ต้องการแล้ว ควรรดน้ำ ทำให้ดินแน่นไม่เป็นโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อดินหมาดใช้ลูกกลิ้งบดดินให้เรียบ ช่วงไหนเกิ๑การยุบของดินก็เติมดินลงไปจนเป็นที่พอใจ การปรุงแต่งบริเวณในพื้นที่ที่จะปูหญ้า หากใช้ทรายอัดแน่นอีกที จะช่วยให้การปูหญ้าดูเรียบได้สนามที่สวยงาม

ขั้นตอนที่ 4  จัดสวน ลงต้นไม้และองค์ประกอบอื่น ๆ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะแสดงออกถึงลักษณะของสวน หากแบบของการจัดสวuมีการใช้พรรณไม้ หินและสิ่งอื่น ๆ รวมกัน การจัดวางจะเริ่มจากหินก่อน แต่ทั้งบริเวณที่จะปลูกพรรณไม้ตามจุดต่าง ๆ จะเริ่มเตรียมหลุมเพื่อปลูกพรรณไม้นั้น ๆ เริ่มตั้งแต่ไม้ประธาน  ไม้พุ่ม  และไม้คลุมดินตามลำດัU จากแบบแปลนจะดูตำแหน่งระยะห่างจากกำแพงจากตัวบ้าน เมื่อได้จุดที่ต้องการ ใช้ปูนขาวโรยเป็นวงตรงจุดนั้น ๆ ทำการขุดดิน ย่อยดิน ปรุงแต่งดิน ให้เหมาะต่อการปลูกพืชนั้น ๆ โดยทั่วไปจะขุดดินเตรียมหลุมปลูกขนาด   .80 x .80 x .80 เมตร สำหรับไม้ต้น   ขนาด .50 x .50 x .50 เมตร สำหรับไม้พุ่ม ส่วนไม้คลุมดินเตรียมหลุมปลูก โดยขุดลึกประมาณ 1 ฟุต ปรุงแต่งดิน แล้วกลบดินรอปลูกต้นไม้ต่อไป ในขณะขุดหลุมปลูก หรือหลังจากปรับปรุงพื้นที่แล้ว  พบว่ามีวัชพืชขึ้นอยู่   ให้กำจัดวัชพืชเหล่านั้นออกให้หมด มิฉะนั้นจะเกิ๑ปัญหาภายหลัง ซึ่งeๅกแก่การกำจัด ทำให้ความสวยงามของสวนน้อยลง

หลังจากเตรียมหลุมปลูกพรรณไม้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว การจัดสวนจะเริ่มต้นจากการวางหิน

ขั้นตอนที่ 5  จัดวางก้อนหินโดยทั่วไปจะจัดวางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ก้อน แต่ถ้าเป็นหินขนาดใหญ่ สูงเกิน 1 เมตรขึ้นไป มักจะวางไว้เดี่ยว ๆ การจัดวางหินจะต้องคำนึงถึงความงามที่ได้จากเส้นและรูปทรงของหิน การจัดวางแบ่งได้ 3 แบบคือ เน้นเส้นทางสูง เน้นเส้นทางนอน และเน้นรูปทรงของหิน

การจัดวางหินโดยเน้นเส้นทางสูง เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงผอมสูง ซึ่งจะจัดวางเน้นบริเวณที่ราบให้ดูเด่นขึ้น หรืออาจจะใช้วางบนเนินเพื่อให้เนินนั้นเด่นกว่าเนินอื่น ๆ การใช้หินอื่นประกอบอีกหนึ่งหรือสองก้อน จะช่วยลดความแรงของเส้นในทางตั้ง โดยวางหินประกอบตามนอน หินประกอบจะต้องมีขนาดเล็กกว่า แต่รูปทรงควรจะสัมพันธ์กัน เช่น หนาพอ ๆ กัน และควรเป็นหินชนิดเดียวกัน

การจัดวางหินโดยเน้นเส้นทางนอน เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงผอมสูงเช่นเดียวกัน แต่จัดวางให้ราบไปกับพื้นดิน การจัดวางลักษณะ ควรเลือกใช้หินก้อนใหญ่ เพื่อให้เกิ๑จุดเด่นเมื่อวางราบกับพื้นดิน ในกรณีที่หิuมีรูปทรงสวยงามและขนาดความeๅวเกินกว่า 1 เมตร ก็สามารถจัดวางก้อนเดียวโดด ๆ ได้  แต่ถ้าหิuมีขนาดเล็ก ก็จะใช้หิน 2 ก้อน  โดยหินที่นำมาประกอบจะมีขนาด 2 ใน 3 ของหินหลัก และจัดวางเน้นเส้นทางสูง แต่ไม่สูงจนเกินไปจนเด่นกว่าหินหลักที่เป็นประธาน หินที่นำมาจัดวางจะต้องเป็นหินชนิดเดียวกัน

ส่วนการจัดวางหินโดยเน้นรูปทรงของหิน เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงสวยงาม มองได้รอบด้าน ลักษณะกว้าง eๅว สูง ใกล้เคียงกัน การเลือกใช้หินประเภทจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ การใช้รูปทรงของหินนั้นจริง ๆ เช่น รูปทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม กับการใช้แง่มุมของหินเป็นจุดเด่น  ซึ่งรูปทรงของหินลักษณะจะมีแง่มุมยื่นออกมา มีรู ร่องต่าง ๆ บางชนิดจะมีรูพรุนรอบตัว เป็นพวกหินทราย หินกรวด เป็นต้น  การจัดวางหินที่มีรูปทรงสวยงาม จะวางก้อนเดียวโดด ๆ ขนาดของหินที่นำมาใช้ประมาณฟุตครึ่งถึงสองฟุต หรืออาจจะโตกว่า ทั้งขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่จัดสวนนั้น ๆ

การเคลื่อนย้ายก้อนหินควรใช้เครื่องมือทุ่นแรงช่วย เช่น รถเข็น ท่อนไม้สำหรับงัดหิน เชือกสำหรับดึงหรือผูกก้อนหินเพื่อหาม เหล่า เป็นต้น การใช้รถเข็น เคลื่อนย้ายหิน อาจจะทำให้ดินที่ปรับแต่งแล้วยุบตามน้ำหนักของรถเข็น ในกรณีให้ใช้ไม้กระดานวางพาดบนดิน ก่อนทำการเคลื่อนย้ายหิน   ก็จะช่วยไม่ให้ดินเป็นรอยได้ ส่วนหินที่มีขนาดใหญ่ ๆ จะต้องใช้ปั้นจั่นช่วยยก ก่อนที่จะยกไปจัดวางจะต้องพิจารณาดูว่าจะวางก้อนหินอย่างไร จุดที่จะวางหินจะต้องขุดดินให้ลึกพอสมควร จะได้ง่ายต่อการขยับ ปรับย้ายหิน ให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ ก่อนฝังหินให้ดูเหมือนธรรมชาติ

ขั้นตอนที่ 6  ปลูกพรรณไม้  พรรณไม้ที่ใช้จัดสวนทีทั้งไม้ต้น  ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ตำแหน่งของการปลูกพรรณไม้จะต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งสัมพันธ์กับบริเวณที่จัดด้วยเมื่อเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อย ดำเนินการลำเลียงพรรณไม้ต่าง ๆ จากแหล่งซื้อที่ฝากไว้  ลงมือปลูก เริ่มจากไม้ใหญ่ก่อนโดยนำพรรณไม้นั้uมาวางตรงใกล้จุดปลูก ขุดดินในหลุมปลูกให้ลึกเท่ากับความสูงของกระถาง เอาต้นไม้ออกจากกระถาง ระมัดระวังไม่ให้รากกระทบกระเทือน จัดวางต้นไม้ลงในหลุม กลบดินให้แน่น ให้ระດัUดินเสมอรอยเดิมขณะที่อยู่ในกระถาง ทำการค้ำต้นด้วยไม้ไผ่ หรือไม้สน โดยใช้ไม้ 3 อัน ค้ำเป็นรูปสามเหลี่ยม   มัดด้วยเชือกให้แน่น   เพื่อป้องกันการโยกคลอนของต้นเมื่อลมพัด ซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้การตั้งตัวของต้น รวมทั้งการเจริญเติบโตช้าไป

การปลูกไม้พุ่ม ควรเว้นระยะให้พอเหมาะโดยพิจารณาถึงความเจริญเติบโตของไม้พุ่มนั้น ๆ ด้วย ในกรณีสถานที่ที่จัดสวนโล่ง ลมพัดแรงควรทำการค้ำไม้เหล่าเช่นเดียวกับไม้ใหญ่ ดูแลจนไม้พุ่มตั้งตัวเจริญเติบโตแตกใบใหม่แล้วจึงตัดแต่งรูปทรงตามที่ต้องการ

ส่วนการปลูกไม้คลุมดิน ส่วนใหญ่ไม้เหล่าจะอยู่ในถุงพลาสติก ซึ่งง่ายต่อการเอาต้นออก ทำการปลูกลงในบริเวณที่กำหนด โดยเว้นระยะให้พอเหมาะกับชนิดของไม้นั้น ๆ

หลังจากปลูกพรรณไม้เรียบร้อยแล้วจะต้องรดน้ำพรรณไม้ต่าง ๆ เหล่า จนชุ่ม คอยเอาใจใส่ดูแลจนกว่าตั้งตัว และเจริญเติบโตต่อไป

เมื่อวางหินและปลูกพรรณไม้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว หากผู้ออกแบบมีความรู้สึกว่าสวuมองดูไม่สมบูรณ์ มีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ก็สามารถจะเพิ่มเติมส่วนที่คิดว่าขาดได้โดยอาจจะเลือกใช้พรรณไม้ หิน หรือองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อให้บริเวณนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การปรับปรุงเพิ่มเติมจะเกิ๑ขึ้นแทบทุกครั้งที่มีการจัดสวน เพราะการออกแบบแต่ละครั้งจะให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปได้eๅก แต่ทั้งการปรับปรุงเพิ่มเติมจะต้องทำความเข้าใจ และตกลงกับเจ้าของสถานที่ด้วย

ขั้นตอนที่ 7  ปูหญ้า การสร้างสนามหญ้าได้กล่าวไว้ในบทที่ 7 โดยทั่วไปเจ้าของสถานที่ต้องการให้การจัดสวนสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ดังนั้นการทำสนามหญ้าจึงนิยมใช้วิธีการปลูกหญ้าแบบปูพรมซึ่งจะได้สนามที่สมบูรณ์ทันที

ก่อนที่จะเริ่มปูหญ้า ควรปรับแต่งพื้นที่ให้เรียบอีกครั้ง เพราะหน้าดินอาจจะถูกชะล้างโดยฝน ทำให้ผิวดินเป็นร่อง หรืออาจเป็นหลุมเป็นบ่อเนื่องจากการเหยียบย่ำจัดสวน ดังนั้นจำเป็นจะต้องใช้ดินถมตามหลุมบ่อต่าง ๆ  อัดดินให้แน่นปรับระດัUให้ได้ตามความต้องการ แล้วใช้ทรายโรยให้หนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร  เกลี่ยทรายให้มีควาสม่ำเสมอ ใช้ไม้ปาดให้เรียบ โรยปูนขาว ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเทศบาล ให้ทั่วบริเวณ ก่อนปูหญ้าต้องรดน้ำ ให้ดินชุ่มชื้นพอประมาณ

การปูหญ้าจะรวดเร็วหากมีการแบ่งหน้าที่ผู้รับผิดชอบออกเป็นฝ่าย ๆ ดัง

เริ่มจากฝ่ายลำเลียงแผ่นหญ้า   ทำหน้าที่ลำเลียงหญ้าจากกองหญ้ามาให้ฝ่ายปูหญ้า

ฝ่ายปูหญ้า ทำหน้าที่คลี่แผ่นหญ้าและปูหญ้า การปูหญ้าจะเริ่มจากขอบแนวด้านใดด้านหนึ่งของสนามที่จะทำงานได้สะดวก การปูแผ่นหญ้าจะต้องให้ขอบชิดกัน ให้สนิทในแต่ละแผ่น วิธีการที่ดีคือเผยอขอบแผ่นหญ้าทั้งสองแผ่นขึ้นแล้วกดทั้งสองแผ่นลงพร้อม ๆ กัน รอยต่อจะสนิท ปูต่อไปเรื่อย ๆ จนทั่วบริเวณ

ฝ่ายซ่อมแซมหญ้า กรณีที่แผ่นหญ้าวางทับกันนานในขณะรอการปูหญ้า แผ่นหญ้าที่พับกันไว้ดินสองด้านจะประกบกันสนิท ทำให้eๅกแก่การคลี่หญ้าออก ส่งผลให้แผ่นหญ้าฉีกขาดได้  ฝ่ายทำหน้าที่ซ่อมแซมหญ้าจะใช้น้ำรดแผ่นหญ้าให้ชุ่ม ดินจะอ่อนตัวทำให้คลี่แผ่นหญ้าได้สะดวกขึ้น หากแผ่นหญ้าขาดก็มีหน้าที่ซ่อมหญ้าให้เป็นแผ่นสมบูรณ์

ฝ่ายทุบหญ้า ใช้แผ่นไม้กระดานที่มีด้ามจับทุบแผ่นหญ้าให้เรียบสนิทกับพื้นผิวดิน การทุบจะต้องทุบให้เรียบสนิททั้งแผ่น

เมื่อปูหญ้าเสร็จสิ้นแล้วใช้ลูกกลิ้งบดทับเพื่อให้แผ่นหญ้าแนบสนิทเป็นผืนเดียวกันการบดทับจะทำทั้ง 4 ด้าน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องให้น้ำทันทีหลังจากปูหญ้าเสร็จ การให้น้ำสนามหญ้าจะให้ตลอดไปจนกว่าหญ้าจะงอกรากใหม่     การให้น้ำช่วงแรกหากอากาศร้อนแดดจัดจะต้องให้น้ำแบบพ่นฝอย (sprinkler) ทั้งวัน ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจจะให้น้ำวันละครั้งโดยให้น้ำจนชุ่ม

สนามหญ้าปูหญ้าเสร็จใหม่ ๆ  ให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่ำ หรือใช้งาน หากจำเป็นจะต้องเข้าไปควรใช้แผ่นไม้กระดานวางก่อนแล้วจึงเหยียบไปบนไม้นั้น มิฉะนั้นหญ้าจะบอบช้ำ เสียหาย ทำให้สนามหญ้าไม่เรียบได้

ขั้นตอนที่ 8  ปูทางเท้า การปูทางเท้าจะทำหลังสุด โดยกำหนดแนวทางเท้าบนสนามหญ้าให้ถูกต้อง ใช้ปูนขาวโรย เป็นแนวตามแบบแปลนที่ทำไว้ วัสดุที่ใช้ทำเป็นทางเท้าอาจจะใช้หินกาบ หินล้าง ซีเมนต์อัด หรือแผ่นซีเมนต์ธรรมดา รูปร่างของแผ่นทางเท้าอาจจะเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม เมื่อเลือกวัสดุที่จะทำเป็นทางเท้าได้แล้วก็ทำการปูทางเท้า โดยวางให้ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ระยะการก้าวเดินพอดี หากชิดหรือห่างเกินไป ทำให้การเดินไม่สะดวก ก็สามารถปรับให้ได้ระยะพอเหมาะ ถ้าจะให้แน่ใจควรลองวางแผ่นทางเท้า แล้วให้หลาย ๆ คน ทดลองเดินดู เมื่อวางแผ่นทางเท้าตามแนวที่กำหนดแล้ว ใช้มีดเล็กบางและคมเฉือนลงไปในแผ่นหญ้าตามแนวรูปแผ่นทางเท้านั้น ยกแผ่นทางเท้าขึ้นดึงเอาแผ่นหญ้าที่ถูกตัดออก ปรับระດัUดินให้เรียบ ใส่ทรายเกลี่ยให้ทั่วแล้วจึงวางแผ่นทางเท้าลงที่เดิม ให้แผ่นทางเท้าสูงกว่าระດัUหญ้าประมาณครึ่งของความหนาของแผ่นทางเท้านั้น เมื่อวางแผ่นทางเท้าเรียบร้อยแล้ว ลองยืน หรือก้าวเดิน หากแผ่นทางเท้าเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ก็ยกแผ่นทางเท้าออกปรับแต่งจนเรียบ เดินได้สะดวก

การปูแผ่นทางเท้าให้เสมอกับระດัUหญ้า เมื่อหญ้าสนามเจริญเติบโตก็จะสูงกว่าแผ่นทางเท้า รวมกับการใช้ทางเท้าบ่อยครั้ง ก็จะทำให้ทางเท้าจมลงจuมองไม่เห็นทางเท้าได้

ขั้นตอนที่ 9  เก็บงาน เป็นงานขั้นตอนสุดท้ายของการจัดสวน หลังจากจัดสวนเสร็จสิ้นแล้วก็จะต้องดูแลสวนอีกประมาณ 1 เดือน ในระยะจะต้องดูแลการเจริญเติบโตของพรรณไม้ ป้องกันโรคและแฆลJที่จะมีขึ้น รวมทั้งทำการตัดหญ้าให้เรียบสม่ำเสมอ หากพรรณไม้ชนิดใดชำรุดเสียหาย หรือต า ยไปจะต้องรีบเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย บริเวณใดที่ดินปลูกยุบตัวลง ก็ทำการเติมดินผสมลงไป ตัดแต่งทรงพุ่มของพรรณไม้ต่าง ๆ ให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ในระหว่างที่ดูแลสวนอยู่ 1 เดือน หากมีโอกาสพูดคุยชี้แจง อธิบายให้เจ้าของสถานที่รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของพรรณไม้นั้น ๆ รวมทั้งการดูแลรักษาก็จะเป็นการดีเพราะการจัดสวนทุกแห่ง แม้จะเริ่มจัดให้สวยงามเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดการเอาใจใส่ดูแลที่ถูกต้องในเวลาต่อมา สวนนั้น ๆ ก็จะมีลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากแบบแปลนเดิม ส่งผลให้เกิ๑ความผิดหวังแก่เจ้าของสถานที่ได้

ขั้นตอนที่ 10   ส่งมอบงาน เมื่อจัดสวนเสร็จสิ้น  และดูแลรักษาเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว  ผู้ออกแบบจัดสวนก็จะส่งมอบงานให้เจ้าของสถานที่นั้น ๆ ดูแลสวนต่อไป ซึ่งเจ้าของสถานที่อาจจะดูแลรักษาสวนเอง หรือจ้างบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบริษัทใดดูแลก็อาจทำได้

การส่งมอบงานภายหลังการจัดสวนจะใช้เวลานานเท่าใดอยู่ที่สัญญาว่าจ้าง เพราะการจัดสวนแต่ละครั้งจะต้องทำสัญญาต่อกัน เพื่อให้เกิ๑ความสะดวกและสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าของสถานที่และผู้รับจัดสวน การทำสัญญาจะส่งผลให้มีการจ่ายเงินเป็นงวดงานได้ ทั้งขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา การส่งมอบงานส่วuจะส่งมอบภายหลังการจัดสวนเสร็จสิ้นแล้ว 1 เดือน ในบางครั้งเจ้าของสถานที่อาจว่าจ้างให้ผู้รับจัดสวนดูแลรักษาสวนต่อไปก็ได้

More in ข่าวทั่วไป